มหาปูชนียาจารย์ (3)

มหาปูชนียาจารย์ ๓

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะแล้ว  กิจที่จะต้องทำยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว  พวกเราทั้งหลายก็ควรที่จะดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของพระพุทธองค์  โดยมุ่งทำความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ เป็นอันดับแรก  ส่วนเรื่องอื่นให้เป็นเรื่องรองลงมา เพราะเรายังมีสิ่งที่จะต้องทำให้รู้แจ้งอีกมากมาย อย่างน้อยก็ต้องให้รู้ว่า เราเกิดมาจากไหน เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต เพราะฉะนั้น เราจึงควรหมั่นฝึกใจของเราให้หยุดนิ่ง ให้เข้าไปถึงผู้รู้แจ้งภายในคือพระธรรมกายให้ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนพระวักกลิอยู่ตอนหนึ่งว่า
“โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ  โส มํ ปสฺสติ
โย มํ ปสฺสติ  โส ธมฺมํ ปสฺสติ
ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม “

ที่พระองค์ตรัสอย่างนี้ หมายความว่า ผู้ใดเห็นธรรมกาย ได้เข้าถึงธรรมกาย ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเห็นพระพุทธองค์ เพราะพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมอรหัต  ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถือว่า ใครก็ตาม แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ แต่หากนำคำสอนไปลงมือปฏิบัติกันอย่างจริงจัง จนได้บรรลุธรรมกายแล้ว ก็ได้ชื่อว่าเป็นสาวกผู้ใกล้ชิดพระองค์อย่างแท้จริง

เหมือนอย่างพระโสณะที่ท่านปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์ จนเข้าถึงธรรมกายที่สว่างไสวในกลางกาย พอได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระองค์ เพราะมาเห็นว่าพระวรกายของพระองค์ กับกายธรรมที่ได้เข้าถึงนั้นเหมือนกันเลย คือ สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษทุกประการ ต่างกันแต่บนพระเศียรของกายธรรม  จะมีเกตุดอกบัวตูมเท่านั้น  ดังนั้น พระพุทธองค์ถึงตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ตถาคต

* เมื่อหลวงปู่วัดปากน้ำตั้งใจสละชีวิต ทำใจหยุดนิ่งจนเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ท่านอยากจะเผยแผ่สิ่งที่ดีนี้ให้กับทุกๆ คน โดยไม่มีความรู้สึกหวงแหนวิชาความรู้เลย เมื่อรู้ว่าธรรมกาย คือแก่นของพระพุทธศาสนา เป็นเนื้อหนังของพระพุทธศาสนา จึงมุ่งที่จะสอนให้ชาวโลกเข้าถึงพระธรรมกายกันให้หมด

แต่บางพวกที่ไม่เห็นด้วย ก็ได้กล่าวเสียดสี โจมตีว่าร้ายท่าน บ้างก็ว่าท่านอวดอุตริมนุสธรรม บางคนถึงกับกล่าวว่า ถ้าใครอยากเป็นอสุรกาย ก็ให้ไปเรียนวิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ แต่หลวงปู่ท่านก็ยิ้มรับ  ไม่ได้โต้ตอบอะไร  อย่างมากท่านก็รำพึงว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ถ้าไม่มีที่มา เขาจะบัญญัติคำว่าธรรมกายขึ้นมาได้อย่างไร”

ท่านถือคติว่า ดอกไม้หอมไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรม มันก็หอมเอง ใครจะห้ามก็ไม่ได้ แต่ซากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลง มันก็มีกลิ่นเหม็นขึ้นมาเอง ปกปิดกันไม่ได้

มีอยู่คราวหนึ่ง ท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัตซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า “คนเช่นเราใช่จะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเอง เพราะความปรารถนาลามกทำไม ที่เขาพูดหาว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคำว่า “ธรรมกาย” มีอยู่ที่ไหน หมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ  เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเรา ความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร  ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนา จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง” นี่ท่านกล่าวอย่างองอาจโดยไม่หวั่นไหวต่ออะไรทั้งสิ้น

สาเหตุหนึ่งที่ผู้ไม่รู้พากันวิพากษ์วิจารณ์ ก็เพราะว่า ก่อนหน้านี้ยังไม่ปรากฏว่า มีครูอาจารย์รูปใดที่เข้าถึงธรรมกาย เมื่อหลวงปู่ท่านได้ค้นพบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากวิชชานี้ได้สูญหายไปหลังพุทธปรินิพพานได้ประมาณ ๕๐๐ ปี  เหลือแต่หลักฐานที่ปรากฏไว้ในพระไตรปิฎกไม่กี่แห่งเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ชัดเจนทีเดียวว่า

“ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐ อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ  พฺรหฺมกาโย อิติปิ  ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิ”
แปลว่า “ดูก่อนวาเสฏฐะ  คำว่าธรรมกายก็ดี พรหมกายก็ดี ธรรมภูตก็ดี พรหมภูตก็ดี  นี้แหละเป็นชื่อของเราตถาคต  ตถาคตจึงเป็นธรรมกายนั่นเอง“

แต่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์  แม้ว่าท่านจะถูกกล่าวหาถึงขนาดจะถูกจับสึก  ท่านก็ไม่ได้หวั่นไหว  ปักหลักมั่นอยู่ที่วัดปากน้ำ ยอมตายเลยทีเดียว ไม่ยอมสึก ใจท่านไม่ได้คิดจะสู้รบปรบมือกับใคร  ท่านไม่ได้คิดว่า คนที่ไม่เข้าใจ แล้วมาประทุษร้ายท่านถึงกับลงมือลอบประหารนั้น เป็นศัตรูที่จะต้องเอาชนะ แต่ใจท่านมุ่งไปที่สุดแห่งธรรมเพื่อจะปราบมารอย่างเดียว พญามารนี่แหละ คือศัตรูที่แท้จริงของท่าน ถ้ารบกับเขาชนะ เดี๋ยวคนที่ไม่เข้าใจ ก็กลับมาเลื่อมใส  ท่านถึงมุ่งมั่น ขนาดไม่ยอมไปรอนแรมจำพรรษาที่ไหนเลย ใจท่านมุ่งทำหยุดทำนิ่งอย่างเดียว

สมัยนั้น มีคนที่สนใจมาปฏิบัติกับท่าน แล้วก็ได้บรรลุธรรมกันมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเลยทีเดียว โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก มีแขกชาวอินเดียอยู่คนหนึ่ง ได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน จึงตั้งใจมากราบขอพรกับท่าน  แขกคนนั้นถามหลวงปู่ว่า  “สติปัญญาอย่างกระผมนี่ พอจะเข้าถึงพระธรรมกายได้ไหม”

หลวงปู่วัดปากน้ำท่านหัวเราะ แล้วก็บอกว่า “ได้สิ ได้มาเจอหลวงพ่อ แสดงว่ามีบุญเยอะแล้ว”  แขกก็ถามว่า “สักกี่วันจึงจะเข้าถึงครับหลวงพ่อ”  หลวงปู่ก็นั่งเข้าที่สักครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า “ถ้าบังนั่งวันละชั่วโมง ไม่กี่เดือนก็ได้”  แขกคนนั้นบอกว่า “นานเป็นเดือนเชียวหรือ พรุ่งนี้ผมจะต้องบินกลับอินเดียแล้ว เอาให้ได้วันนี้เลยได้ไหม”

อาบังบอกว่าจะเอาวันนี้ ท่านก็เข้าที่ดูอีกที สักครู่ก็ลืมตาขึ้น แล้วก็บอกว่า “ได้ แต่มีข้อแม้นะว่า บังต้องนั่งกับหลวงพ่อ   ถ้าหลวงพ่อไม่เลิก บังห้ามเลิกนะ ห้ามขยับด้วย”  แขกก็แน่เหมือนกัน รับทำตามเงื่อนไขทุกอย่าง

แล้วหลวงปู่ก็สอนวิธีทำภาวนา ”สัมมา อรหัง”  ท่านยํ้าอีกว่า “ถ้าหลวงพ่อไม่ลุก  เอ็งห้ามลุกนะ”  อาบังก็ตั้งใจนั่งนิ่งทีเดียว  เมื่อนั่งไปได้ครึ่งชั่วโมง  ก็ลืมตาขึ้นมา เห็นหลวงปู่ท่านนั่งนิ่ง  อาบังจึงหลับตานั่งต่อ  อีกครู่หนึ่งก็ลืมตาขึ้นมาอีก ถึงตอนนี้ทั่วร่างกายของอาบังมีแต่ความปวดเมื่อย เพราะไม่เคยนั่งนานอย่างนี้มาก่อน แต่ก็ยังอดทนนั่งต่อไป

นั่งได้ชั่วโมงเศษ ลืมตาขึ้นมาก็ยังเห็นหลวงปู่นั่งนิ่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใส ไม่แสดงอาการปวดเมื่อยใดๆ ทั้งๆ ที่ท่านอายุตั้ง ๗๐ แล้ว ส่วนตัวเองยังไม่ถึง ๕๐ เลย  อาบังจึงตัดใจนั่งตัวสั่น เหงื่อแตก ราวสักหนึ่งชั่วโมง  ต่อมา คราวนี้บังนั่งนิ่ง เหงื่อที่ชุ่มกายก็หายไป  รู้สึกเย็นสบายไปทั่วตัว

หลวงปู่ท่านถามว่า “เห็นความสว่างรึยัง”  อาบังก็ตอบว่า “เห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง”  หลวงปู่ก็บอกให้ประคองใจให้นิ่งๆ เอาไว้ที่กลางท้อง

สักพักอาบังก็บอกว่า “เห็นชัดแล้วครับ เป็นดวงสว่าง” หลวงปู่จึงบอกให้มองเข้าไปในกลางดวงสว่างนั้นอีก  ครู่ต่อมาอาบังก็บอกหลวงปู่ว่า “เห็นตัวเองนั่งอยู่ในกลางท้อง”  หลวงปู่ก็ไม่ว่าอะไร สั่งให้เข้ากลางต่อไป  หยุดนิ่งได้ไม่นาน อาบังก็บอกหลวงปู่ว่า “ผมเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ในท้องครับ”  หลวงปู่ท่านก็บอกว่า “เออ เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว”  จากบ่ายโมงถึง ๔ โมงเย็น ใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมงรวด ในที่สุดอาบังก็สมปรารถนาได้เข้าถึงพระธรรมกาย ผิวพรรณวรรณะผ่องใส มีน้ำมีนวลขึ้นมา หน้าตาผ่องใสทีเดียว

เราจะเห็นว่า  ธรรมกายเป็นของจริง คนจริงเท่านั้นจึงจะเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน เป็นแขก หรือเป็นฝรั่ง เข้าถึงได้ทั้งนั้นถ้าเอาจริงซะอย่าง  ถ้าเราจริงวันนี้ก็ได้วันนี้  ใจหยุดนิ่งเมื่อไรก็เข้าถึงได้เมื่อนั้น

เพราะฉะนั้น  จึงอยากเชิญชวนให้ทุกๆ ท่าน ได้ปฏิบัติธรรมกันอย่างเอาจริงเอาจัง  เหมือนแขกอินเดียท่านนั้น  คนที่ได้ยินคำว่า “ธรรมกาย” ถือว่าเป็นผู้มีบุญมาก  เหลืออย่างเดียวเท่านั้น คือต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ ปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ฝึกใจหยุดนิ่งในทุกอิริยาบถ  ถ้าทุกท่านทำได้อย่างนี้ เกิดมาในภพชาตินี้ จะเป็นภพชาติแห่งความสมปรารถนา ได้ถึงพระธรรมกาย ได้เข้าถึงที่พึ่งภายใน และได้รู้จักว่าพระรัตนตรัยภายในที่อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน คือพระธรรมกายนี่เอง  ดังนั้น เมื่อได้รับทราบชีวประวัติของมหาปูชนียาจารย์ ครูผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายกันแล้ว ก็ให้หมั่นนำวิธีที่ได้แนะนำเอาไว้ มาประพฤติปฏิบัติ ทำใจหยุดใจนิ่งเรื่อยไป  สักวันหนึ่งพวกเราจะสมปรารถนา ได้เข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน

* พระมงคลเทพมุนี ประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ และคู่มือสมภาร

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/7693
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.