วันประกาศพระพุทธศาสนา

วันประกาศพระพุทธศาสนา (โอวาทปาฏิโมกข์)

ช่วงเวลานี้ เป็นเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้มาศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล ปัจจุบันมนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต  เมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ระทม เหมือนถูกตรึงด้วยเครื่องพันธนาการร้อยรัด ต่อเมื่อได้ฟังพระสัทธรรม จึงจะเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต และมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ซึ่งถือว่าเป็นอุดมการณ์ของชาวพุทธ นั่นคือ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
สพฺพปาปสฺส อกรณํ      กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ          เอตํ พุทฺธานสาสนํฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต     ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ    ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค       เอตํ พุทฺธานสาสนํ
ความอดทนคือความทนทาน เป็นตบะอย่างยิ่ง ผู้รู้ทั้งหลายย่อมกล่าวพระนิพพาน ว่าเป็นเยี่ยม บรรพชิตผู้ฆ่าสัตว์อื่น เบียดเบียนสัตว์อื่น ไม่ชื่อว่าสมณะเลย นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
การไม่เข้าไปว่าร้ายกัน การไม่ล้างผลาญกัน การสำรวมในพระปาฏิโมกข์ การรู้จักประมาณในภัตตาหาร การอยู่ในที่นอนที่นั่งอันสงัด การหมั่นประกอบความเพียรในอธิจิต ทั้งหมดนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

โอวาทปาฏิโมกข์ คือ แบบแผนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา นับตั้งแต่อดีตทุกยุคทุกสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ธรรมมากมายเพียงไรก็ตาม การเผยแผ่พระพุทธศาสนายังคงยึดหลักโอวาทปาฏิโมกข์ดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการ ในการเผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์

หากเราย้อนไปในอดีตถึงเหตุการณ์ครั้งสมัยพุทธกาล  เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอุบัติขึ้นในโลก พระองค์ทรงประกาศพระสัทธรรมอันประเสริฐไปทั่วชมพูทวีป โดยเสด็จไปยังแว่นแคว้นต่างๆ เพื่อโปรดสัตว์โลกด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ นำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน ในวันเพ็ญเดือน ๓ แห่งมาฆฤกษ์ เป็นวันแห่งการเริ่มต้นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงวางรากฐาน และแบบแผนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งสำคัญ ท่ามกลางพระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ องค์ที่มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อเป็นแบบแผนในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ให้ชาวโลกได้รู้จักวิธีดำเนินชีวิตไปสู่ความสุข และให้เข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง

* ตลอดระยะเวลา ๔๕ พรรษา พระพุทธองค์ทรงปฏิบัติพระพุทธกิจ เพื่อสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีดวงตาเห็นธรรมกัน  หลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงตั้งพระทัยมั่นที่จะดำรงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ทรงระลึกถึงอาฬารดาบส และอุทกดาบสซึ่งพระองค์ทรงเคยศึกษาอยู่ด้วย ท่านทั้งสองเป็นผู้มีกิเลสเบาบาง หากได้สดับพระธรรมแล้วอาจตรัสรู้ได้โดยเร็วพลัน แต่น่าเสียดายที่ท่านทั้งสองได้ละสังขารไปแล้ว

พระองค์ทรงระลึกถึงอุปการะของปัญจวัคคีย์ได้เสด็จไปทรงโปรดโดยตรัสว่า “บัดนี้เราได้ตรัสรู้อมตธรรมสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ท่านทั้งหลายจงฟังเถิด  เมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติตามก็จะได้ตรัสรู้ธรรม” ทรงแสดงปฐมเทศนาที่เรียกว่า “ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งแสดงถึงข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางสายกลาง ที่สามารถตรัสรู้ได้ โดยไม่ให้เข้าไปประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกามสุข ซึ่งเป็นทางปฏิบัติที่หย่อนเกินไป และไม่ประกอบตนให้ลำบากซึ่งตึงเกินไป แต่ให้ปฏิบัติด้วยใจที่เป็นกลางๆ ไม่ตึงไม่หย่อน ตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘

เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน สิ้นความสงสัยในพระรัตนตรัย เป็นพยานท่านแรกในพระพุทธศาสนา  เมื่อปัญจวัคคีย์มีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร ซึ่งแสดงถึงความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕  ทรงสอนให้ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น ปัญจวัคคีย์ได้ปล่อยใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ในที่สุดดวงจิตก็หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมกัน

ต่อมาพระพุทธองค์ได้โปรดยสกุลบุตร โดยตรัสเทศนาด้วยอนุปุพพิกถา คือ กถาที่แสดงไปตามลำดับ ตั้งแต่พรรณนาการให้ทาน การรักษาศีล และอานิสงส์ที่บุคคลทำสิ่งนี้แล้วจะได้ไปสวรรค์ ทรงแสดงโทษของกามว่า เป็นทางมาแห่งทุกข์ และพรรณนาอานิสงส์ของการออกจากกามว่า เป็นทางมาแห่งความหลุดพ้น จนกระทั่งยสกุลบุตร ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เมื่อเพื่อนพระยสะอีก ๕๔ คน รู้ข่าวการออกบวชของท่าน ต่างเกิดความคิดว่า “พระธรรมวินัยนี้ คงไม่เลวทรามเป็นแน่ จะต้องเป็นพระธรรมวินัยอันประเสริฐ” จึงได้พร้อมใจกันอุปสมบทตาม ต่อมาทุกรูปได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด และพระอรหันตสาวกทั้ง ๖๐ องค์นี้ ได้เป็นกำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน

จากนั้นพระพุทธองค์เสด็จไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อโปรดอุรุเวลกัสสปะ ในระหว่างทางได้โปรดเด็กหนุ่ม ๓๐ คน เพื่อให้แสวงหาตัวตนที่แท้จริง ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔  เมื่อจบพระธรรมเทศนา ทั้ง ๓๐ คน ต่างได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี และเป็นพระอนาคามี พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้แยกย้ายกันออกไปประกาศพระพุทธศาสนา ต่อมาภายหลังเมื่อทั้ง ๓๐ รูป กลับมาเฝ้าพระพุทธองค์อีก ต่างได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด

พระพุทธองค์ได้เสด็จดำเนินต่อไปจนถึงอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชฎิลสามพี่น้อง ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ จนคลายจากทิฐิมานะ เมื่อพิจารณาเห็นว่าลัทธิของตนไม่มีแก่นสาร จึงลอยเครื่องบริขารของตน และของบริวารทั้ง ๕๐๐ ในแม่น้ำเนรัญชรา แล้วทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาต

ฝ่ายนทีกัสสปะได้เห็นเครื่องบริขารเหล่านั้นลอยมาตามกระแสน้ำ ก็เข้าใจว่า คงเกิดเหตุร้ายขึ้นกับพี่ชาย จึงพาบริวารทั้ง ๓๐๐ มายังสำนักของพี่ชาย  เมื่อมาถึงได้เห็นพี่ชาย และลูกศิษย์บวชเป็นพระภิกษุกันหมด  ครั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็บังเกิดความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า นทีกัสสปะพร้อมด้วยบริวารทั้ง ๓๐๐ จึงพากันลอยเครื่องบริขาร แล้วทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์เช่นเดียวกับพี่ชายคนโต

แม้คยากัสสปะซึ่งเป็นน้องคนเล็ก  เมื่อเห็นบริขารของพี่ชายทั้งสองลอยมาตามน้ำ ก็เข้าใจว่าเกิดเหตุร้ายกับพี่ใหญ่ และพี่รอง ตนเองพร้อมด้วยบริวาร ๒๐๐ รีบพากันมาหาพี่ชายทั้งสอง ครั้นรู้เรื่องราวทั้งหมดก็หายสงสัย เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ จึงทูลขออุปสมบทเช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสอง

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวเกี่ยวกับเรื่องอายตนะทั้งภายใน และภายนอก ว่าเป็นของร้อน ร้อนเพราะถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะเผาไหม้อยู่ เพราะทรงรู้อัธยาศัยของพวกชฎิลว่า นิยมการบูชาไฟ จึงทรงแสดงเรื่องนี้  เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๓ รูป ต่างได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

จากนั้นพระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดพระเจ้าพิมพิสารและบริวาร มหาชน ๑๑๐,๐๐๐ คน ต่างมีดวงตาเห็นธรรม อีกส่วนหนึ่งได้เป็นผู้เข้าถึงไตรสรณคมน์ พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน ให้เป็นอารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ประชาชนจำนวนมากต่างหลั่งไหลกันมาประพฤติปฏิบัติธรรม พระพุทธองค์จึงทรงวางรากฐานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยการแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ในวันมาฆบูชามหาสมาคม

บัดนี้เป็นเวลากว่า ๒๕๐๐ ปีแล้ว ที่พระพุทธศาสนาของเราได้สืบทอดแบบอย่างอันดีงามนี้มาสู่อนุชนรุ่นหลัง ด้วยความสามัคคีพร้อมใจกันของพุทธบริษัทผู้มีความศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย  ดังนั้นในวันมาฆบูชาของทุกปี ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ จึงถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่พวกเราทั้งหลาย จะได้พร้อมใจกันมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อสั่งสมบุญบารมี และร่วมพิธีจุดมาฆประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ขอเชิญชวนทุกท่านให้มาร่วมกันสร้างบารมี เจริญพุทธานุสติในวันมาฆบูชากันทุกคน

* มก.โอวาทปาฏิโมกขคาถา เล่ม ๑ หน้า ๓๔๕

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/7437
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.