ศาสดาเอกของโลก (๕) – พุทธประวัติ

ศาสดาเอกของโลก (๕) พุทธประวัติ
การเจริญสมาธิภาวนา เป็นทางลัดที่สุดที่จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ กาย วาจา   ใจ ถ้ามีความบริสุทธิ์มาก บุญกุศลย่อมเกิดขึ้นมาก ถ้ามีความบริสุทธิ์น้อย บุญกุศลก็ลดหย่อนลงไป ความบริสุทธิ์เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข เป็นสิ่งที่สั่งสมได้ ถ้าเราเจริญภาวนาทุกๆ วัน ยิ่งเป็นการเพิ่มเติมความบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริง อันเป็นสิ่งที่ทุกชีวิตล้วนปรารถนา ดังเช่นพระบรมศาสดาของเรา ที่ดำรงตนเป็นแบบอย่างให้กับชาวโลกมานานนับหลายพันปี  ดังนั้น เราจึงควรหมั่นเจริญภาวนา เพื่อให้ชีวิตของเราเข้าถึงความสุขและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปล่งพุทธอุทานว่า
“ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่  เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมดับหายไป เพราะมารู้ชัดธรรมพร้อมทั้งเหตุ”

พระพุทธองค์ทรงเปล่งวาจาอันเป็นสิริมงคลนี้ ในวันขึ้น ๑๕ คํ่าเดือน ๖ ตรงกับวันวิสาขบูชา ครั้งที่นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งในปฐมยามพระองค์ได้เข้าถึงพระธรรมกายโสดาบัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถอดกายออกเป็นชั้นๆ  เมื่อเข้าถึงแล้วก็เกิดปีติปราโมทย์ใจ ถึงกับเปล่งอุทานออกมา ธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นคือธรรมกายนั่นเอง รู้เห็นธรรมต่างๆ ได้ด้วยธรรมจักษุ วิชชาคือปุพเพนิวาสานุสสติญาณก็เกิดขึ้น เห็นชาติหนหลังได้ด้วยธรรมกายโสดาบัน ระลึกย้อนไปดูตามลำดับตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่า เราอยู่ที่ไหน นึกคิดอย่างไร ไล่เรื่อยไปเลย กระทั่งก่อนมาเกิดถอยไปทีละชาติสองชาติ เห็นเรื่องราวไปตามลำดับ เห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด

ครั้นมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ เห็นการจุติและการเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย รู้ถึงเหตุถึงผลของการเวียนว่ายตายเกิด  เมื่อรู้แล้วเห็นแล้ว พระองค์ก็เปล่งอุทานขึ้นมาว่า “เมื่อใด ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่  เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้นย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย”

ยามที่สาม พระองค์ได้เข้าถึงกายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ที่ได้ทรงกำหนดรู้แล้วทั้งอนุโลมและปฏิโลม กลับไปกลับมา เห็นความสุขุมลุ่มลึกของความรู้อันบริสุทธิ์ที่พระองค์ได้เข้าถึง เกิดความปีติปราโมทย์ขึ้นมา พร้อมกับทรงเปล่งอุทานว่า “เมื่อใดธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่  เมื่อนั้น พราหมณ์ย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืดให้สว่าง ฉะนั้น”

เรามาดูว่า พระองค์ทรงตรัสรู้ด้วยอาการอย่างไร

พระองค์ตรัสรู้ในอิริยาบถไหน วางใจอย่างไรจึงสามารถทำอาสวกิเลสให้หลุดล่อนออกไปจากใจได้ หลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านเคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่าอันที่จริงแล้วพระองค์ก็วางใจสบายๆ นี่แหละ หยุดไปในกลางตัว คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่แหละ หยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องนึกต้องคิดอะไร หยุดนิ่งพอถูกส่วนเข้าเท่านั้น ดวงใสบังเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายของพระองค์ เป็นดวงสว่างกลมรอบตัวเหมือนดวงแก้ว ใสบริสุทธิ์เหมือนเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีขีดข่วนคล้ายขนแมว บังเกิดขึ้นในกลางกาย

ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า ร่างกายของพระองค์ไม่มีแล้ว ไม่มีตัวตน มีความรู้สึกโล่งๆ ว่างๆ ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีตัวไม่มีตน เห็นแต่ดวงสว่างใสบริสุทธิ์บังเกิดขึ้น ใจหยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงธรรมนั้น หยุดนิ่งๆ จนกระทั่งใจกับดวงธรรมนั้นกลืนกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากนั้นก็ถูกดูดวูบเข้าไปในกลางดวงธรรม เข้าไปอยู่ในกลางดวงธรรมนั้นเลย แล้วดวงธรรมนั้นขยายส่วนกว้างออกไป พระองค์ก็พบดวงธรรมที่ละเอียดซ้อนๆ กันอยู่ภายใน ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทีเดียว พบความอัศจรรย์ว่า มีดวงธรรมซ้อนกันอยู่ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ถึง ๖ ชั้น พอสุดดวงที่ ๖ พระองค์ได้เข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เห็นกายตัวเองนั่งขัดสมาธิหันหน้าออกไปทางเดียวกับตัวเอง ใจของพระองค์ก็หยุดนิ่งเรื่อยไป หยุดอย่างเดียวเท่านั้น หยุดนิ่งเฉยๆ ในกลางของกลางเรื่อยไป

พอถูกส่วนก็เข้าไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับกายมนุษย์ละเอียด พอเข้าถึง กายมนุษย์ละเอียดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ทรงค้นพบว่า แต่เดิมเราเข้าใจว่ากายหยาบเป็นตัวตนของเราที่แท้จริง แต่พอมาถึงกายมนุษย์ละเอียดนี้ พบเพิ่มเติมว่า กายมนุษย์หยาบนั้นเป็นเพียงแค่เครื่องอาศัย เหมือนบ้านเรือนที่เราอาศัยชั่วคราวเท่านั้น หรือเหมือนเสื้อเหมือนผ้าที่เราสวมใส่อยู่ภายนอก มองเห็นชัดทีเดียว พระองค์ก็หยุดเข้าไปในกลางกายมนุษย์ละเอียดต่อไปอีก

พอถูกส่วนเข้า พระองค์ทรงพบดวงธรรมต่างๆ ซ้อนกันอยู่ภายในเป็นชั้นๆ เข้าไป ดวงธรรมที่ละเอียดซ้อนอยู่ในกลางดวงธรรมที่หยาบ ซ้อนเข้าไปเป็นชั้นๆ จนกระทั่งในที่สุดพระองค์ทรงเข้าถึงกายทิพย์ แล้วเข้าไปค้นพบเพิ่มเติมว่า กายทิพย์นี่ยังซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ละเอียดที่เป็นเหมือนเสื้อผ้า หรือบ้านเรือนซึ่งเป็นที่อาศัยชั่วคราวของกายทิพย์ และพบต่อไปอีกว่า กายทิพย์ที่พบนี้ยังเป็นกายที่ยังไม่พ้นทุกข์อย่างแท้จริง เป็นแต่เพียงว่ามีความสุขเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น พระองค์จึงหยุดต่อไปอีก หยุดใจเข้าไปในกลางกายทิพย์ แล้วเข้าถึงดวงธรรมต่างๆ ในทำนองเดียวกัน จนเข้าถึงกายรูปพรหมที่ซ้อนอยู่ภายในของกลางกายทิพย์ มีความสุขเพิ่มขึ้นมาอีก

พระองค์ยังพบว่า แม้กายพรหมก็ยังไม่หมดทุกข์อย่างแท้จริง จึงทำหยุดนิ่งต่อไปในกลางกายของกายรูปพรหม ในที่สุดก็เข้าถึงกายอรูปพรหม ซึ่งเป็นกายที่ละเอียดกว่าอยู่ในกลางดวงธรรมดวงสุดท้ายของกายรูปพรหม กายอรูปพรหมนั้นมีความสุขเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่หมดทุกข์โดยสิ้นเชิง ท่านวางใจเป็นกลางๆ สบายๆ หยุดต่อไปในกลางกายของกายอรูปพรหมต่อไปอีก พอถูกส่วนก็พบดวงธรรมต่างๆ ในทำนองเดียวกัน ซ้อนกันอยู่ภายในกายอรูปพรหม และกลางดวงธรรมสุดท้ายนั้น พระองค์ทรงเข้าถึงกายธรรมโคตรภู

กายธรรมโคตรภูมีลักษณะสวยงามมาก เกตุดอกบัวตูม ใสเป็นแก้ว งามไม่มีที่ติ พระองค์เข้ากลางกายธรรมนี้ไปอีกในทำนองเดียวกัน พบดวงธรรมต่างๆ ในกลางกายธรรมโคตรภู กลางดวงธรรมดวงสุดท้ายพบกายธรรมพระโสดาบัน ยามต้นพระองค์เข้าถึงกายธรรมพระโสดาบัน เป็นพระโสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ละกิเลสขั้นหยาบได้ พระองค์ทรงปล่อยใจ เข้าไปอย่างนี้ หยุดเข้าไปเรื่อยๆ หยุดเข้าไปในกลางกายธรรมพระโสดาบัน

พอถูกส่วนพระองค์ทรงเข้าถึงกายธรรมพระสกิทาคามี มีลักษณะเหมือนกับกายธรรมพระโสดาบัน แต่ว่าใสกว่า บริสุทธิ์กว่า สว่างกว่า พระองค์ปล่อยใจเข้าไปอีก ในกลางกายธรรมพระสกิทาคามี พอถูกส่วนก็พบดวงธรรมในกลางกายธรรมพระสกิทาคามี ซ้อนๆ กันอยู่ในทำนองเดียวกัน ในกลางดวงสุดท้าย พระองค์ก็เข้าถึงกายธรรมพระอนาคามี โตใหญ่หนักยิ่งขึ้น วัดได้ ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เกตุดอกบัวตูม พิมพ์เดียวกันกับกายธรรมพระสกิทาคามี แต่ว่าใส สว่างและบริสุทธิ์กว่า พระองค์ทรงหยุดเข้าไปอีก ในกลางกายธรรมพระอนาคามีนี้ บรรลุในยามที่ ๒ บรรลุทีหนึ่งก็เปล่งอุทานทีหนึ่ง ทรงทำต่อไปอีก เอาใจหยุดอย่างเดียวในกลางกายธรรมพระอนาคามีก็เข้าถึงดวงธรรมต่าง ๆ ในทำนองเดียวกัน

จนกระทั่งยามสุดท้ายพระองค์

เข้าถึงกายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หน้าตัก ๒๐ วา สูง ๒๐ วา ใสบริสุทธิ์ มีความสว่าง สามารถขจัดความมืดมิดคืออวิชชา ทำอาสวกิเลสให้หลุดล่อนออกไปหมด สังโยชน์เบื้องต่ำเบื้องสูง กิเลสนุสัย ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย หลุดหมด สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ พร้อมกับการผุดขึ้นมาของดวงอาทิตย์ ขจัดความมืดในยามราตรีให้หมดไป นับเป็นการเกิดขึ้นครั้งที่ ๒ ของพระองค์ คือ เกิดด้วยการได้บรรลุธรรมกายอรหัต พระองค์จึงประกาศตนว่า เป็นพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว

เราจะเห็นว่า การตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าของเราอาศัยหยุดนิ่งอย่างเดียว หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกาย และเห็นไปตามลำดับ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากนั้นทรงศึกษาค้นคว้าต่อมาอีก ๗ สัปดาห์ ศึกษาด้วยเสวยวิมุตติสุขไปด้วย ค้นคว้าธรรมยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ๔๙ วัน ไม่ได้เสวยพระกระยาหารเลย เป็นสิ่งที่ทำได้ยากสำหรับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเรื่องปกติสำหรับพระพุทธเจ้าผู้มีอานุภาพไม่มีประมาณ เพราะพระพุทธองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมทั้งวันทั้งคืน ทั้งหลับ ทั้งตื่น มีความสุขตลอดเวลา พวกเราทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ควรดำเนินตามมัชฌิมาปฏิปทา เส้นทางสายกลางที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และนำมาสั่งสอน ด้วยการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งให้เข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้ทุกคน ทำเช่นนี้จึงจะได้ชื่อว่า เป็นพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/9478
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับศาสดาเอกของโลก

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

1 thought on “ศาสดาเอกของโลก (๕) – พุทธประวัติ”

  1. น้อมกราบสาธุ สาธุ สาธุครับ
    🏵️🌼🌺🌸💮🌸🌺🌼🏵️

Leave a Comment

Your email address will not be published.