พระมหากัจจายนเถระ

พระมหากัจจายนเถระ

เวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เดี๋ยววันเดี๋ยวคืน เวลาที่ผ่านไปก็ไม่ผ่านไปเปล่า ได้นำเอาความแก่ชรา ความไม่เที่ยงแห่งสังขารให้เกิดขึ้นกับตัวเรา สำหรับชีวิตของนักสร้างบารมีนั้น ย่อมไม่ปล่อยให้สังขารเสื่อมไปเปล่า แต่เก็บเกี่ยวเอาบุญกุศลไปพร้อมๆ กับเวลาที่สูญเสียไป ยิ่งแก่บารมียิ่งเพิ่มพูน แก่บุญแก่บารมี บุญในตัวก็เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน การใช้ชีวิตให้เป็นไปเพื่อการสร้างบารมีด้วยอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทการดำเนินชีวิต การเกิดมาของผู้นั้นเป็นการเกิดมาอย่างมีคุณค่า ได้ทำหน้าที่ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในภพชาตินั้นๆ ได้อย่างสมบูรณ์

มีพุทธพจน์บทหนึ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน ธรรมบท ว่า
“ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา   กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ        สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย

หากว่าบุรุษพึงทำบุญไซร้ ก็ควรทําบุญนั้นให้บ่อยๆ ควรทําความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมบุญเป็นเหตุนําความสุขมาให้”

ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนเกิดมาเพื่อแสวงหาความสุขด้วยกันทั้งนั้น แล้วมีใครรู้บ้างว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น เกิดจากการสั่งสมบุญอยู่เป็นประจำสมํ่าเสมอ เพราะบุญคือ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุขและความสําเร็จทั้งปวง ถ้าชาวโลกรู้จักต้นทางแห่งความสุขอย่างนี้ แล้วหันมาสั่งสมบุญให้ใจเกาะเกี่ยวอยู่กับกุศลธรรม อกุศลซึ่งเป็นเหตุแห่งความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น เพราะความสุขและความทุกข์ เป็นผลที่เกิดมาจากบุญและบาปที่เราทำไปแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่ออยากมีความสุขก็ต้องสั่งสมบุญ

ในทางพุทธศาสนา พระบรมศาสดาของเราทรงสอนวิธีการจะให้ได้พบกับความสมหวังในสิ่งที่ตั้งไว้ว่า เมื่อทำบุญอะไรแล้ว ต้องอธิษฐานกำกับด้วย แรงอธิษฐานจะเป็นเสมือนหางเสือเรือที่คอยคัดท้ายนาวาชีวิตให้ไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้อง และปลอดภัย เป็นการตอกยํ้าเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะใกล้หรือไกล ก็ควรอธิษฐานจิตไว้ให้มั่น แต่ต้องเป็นการอธิษฐานที่เป็นไปในสิ่งที่ประกอบด้วยกุศล เป็นไปเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน การตั้งจิตอธิษฐานคอยกำกับไว้อย่างนี้ จะทำให้เราประสบความสุขและความสำเร็จที่เราตั้งใจไว้อย่างเป็นอัศจรรย์ เรียกได้ว่า แรงบุญหนุนแรงอธิษฐานให้กลายเป็นจริงได้

เหมือนอย่างพระเถระรูปหนึ่งที่หลวงพ่อจะนำมาเล่าในครั้งนี้ ท่านเป็นตัวอย่างในการทำบุญแล้วรู้จักอธิษฐานจิต ทุกครั้งที่ท่านทำบุญ ท่านจะตั้งจิตอธิษฐานไว้ทุกๆ ครั้ง พระเถระรูปนี้ก็คือ พระมหากัจจายนะเถระ นั่นเอง  ท่านได้บำเพ็ญกุศลต่างๆ มามากมายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตมาหลายพระองค์ ได้สั่งสมบุญที่เป็นอุปนิสัยแห่งการได้นิพพานสมบัติในภพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา

* เหมือนในสมัยของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดี วันหนึ่งได้มีโอกาสไปฟังธรรมในสำนักของพระบรมศาสดา ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระบรมศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่สามารถจำแนกเนื้อความพุทธพจน์ ที่พระบรมศาสดาตรัสไว้โดยย่อแม้เพียงเล็กน้อยให้พิสดารโดยลึกซึ้งได้ ตัวท่านเองปรารถนาอยากได้ตำแหน่งนั้นบ้าง จึงหมั่นทำบุญให้ทานทุกอย่างจนตลอดชีวิต พร้อมกับอธิษฐานจิตตอกยํ้าเป็นผังสำเร็จติดแน่นที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา เมื่อละโลกไปแล้ว บุญนั้นได้ส่งผลให้ท่านได้ไปเสวยทิพยสมบัติในเทวโลกเป็นเวลายาวนาน

ต่อมาในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธะ  ท่านได้เกิดเป็นวิทยาธรท่องเที่ยวไปทางอากาศ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่งในป่าตามลำพัง จึงเกิดความเลื่อมใส ได้เอาดอกกรรณิการ์มาทำสักการบูชาด้วยความนอบน้อม ด้วยผลบุญอันนั้น ก็ส่งให้ท่านได้กลับไปเสวยทิพยสมบัติเหมือนเดิม และเวียนวนอยู่ในสุคติภูมิอย่างเดียว ตั้งแต่ภพชาตินั้นมา ท่านไม่เคยตกไปในอบายภูมิเลย

ครั้นได้มาบังเกิดในยุคสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านเกิดเป็นลูกเศรษฐีในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านได้นำเอาแผ่นอิฐทองคำมีราคาแสนหนึ่ง บูชาที่เจดีย์ทองสำหรับบำเพ็ญกัมมัฏฐาน ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า “ด้วยผลแห่งบุญนี้ ขอให้สรีระของข้าพระองค์จงมีวรรณะดุจทองคำในทุกภพทุกชาติที่ได้บังเกิดแล้วด้วยเถิด” เมื่ออธิษฐานจิตมั่นอย่างนั้นแล้ว ก็ตั้งใจทำบุญทะนุบำรุงพุทธศาสนาไม่เคยขาดเลยจนตลอดชีวิต

ครั้นละจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปเสวยทิพยสมบัติในเทวโลกอีก พอครบหนึ่งพุทธันดร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ลงมาเกิดเป็นลูกของพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชตในกรุงอุชเชนี เนื่องจากท่านมีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่งดั่งทองคำ จึงได้รับการขนานนามว่า กัญจนกุมาร แต่บางท่านก็เรียกว่า กัจจายนกุมาร เพราะเป็นชื่อของวงศ์สกุล พอเติบใหญ่ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนแตกฉานในไตรเพท และต่อมาก็ได้ตำแหน่งปุโรหิตแทนบิดาซึ่งล่วงลับไปแล้ว

เมื่อพระเจ้าจัณฑปัชโชตได้สดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว จึงมีพระราชโองการให้ท่านปุโรหิตออกเดินทางไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เพื่อกราบอาราธนามาโปรดชาวเมืองที่กรุงอุชเชนนี ท่านปุโรหิตพร้อมทั้งเพื่อนรวมเป็น ๘ ท่าน จึงได้ออกเดินทางไป เมื่อไปถึงก็เข้าไปกราบพร้อมกับนั่งฟังธรรมร่วมกับมหาชน ได้ตั้งใจฟังธรรมขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ท่านปุโรหิตพร้อมกับเพื่อนอีก ๗ คน ได้ดำรงอยู่ในอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ

จากนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ออกแล้วตรัสว่า “พวกเธอ จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ทันใดนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้มีผมและหนวด ยาวประมาณ ๒ องคุลี ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ และพุทธานุภาพ ได้เป็นเหมือนพระเถระบวชมาแล้ว ๖๐ พรรษา เมื่อบวชเสร็จแล้ว  วันหนึ่ง พระเถระได้กราบทูลพระบรมศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าจัณฑปัชโชต ปรารถนาจะอภิวาท และฟังธรรมของพระองค์”

พระบรมศาสดาตรัสว่า “กัจจายนะ เธอจงเป็นตัวแทนของเรา เมื่อเธอไปถึงที่นั่นแล้ว พระราชาจักทรงเลื่อมใส” เมื่อได้รับมอบหมายจากพระพุทธองค์เช่นนั้นแล้ว พระเถระพร้อมกับเพื่อนสหธรรมิกทั้ง ๘ รูป ก็ทูลลาออกเดินทางกลับไปกรุงอุชเชนนี ท่านได้แสดงธรรมจนทำให้พระราชาทรงเลื่อมใส แล้วได้ประดิษฐานพระศาสนาไว้ในอวันตีชนบทอย่างมั่นคง หลังจากนั้น จึงกลับมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ด้วยอำนาจความปรารถนาที่ท่านตั้งไว้ดีแล้วนั้น ทำให้ปกรณ์ทั้ง ๓ คือ กัจจายนปกรณ์, มหานิรุตติปกรณ์ และเนตติปกรณ์ ได้ปรากฏแก่ท่านอย่างชัดเจน ทำให้ท่านสามารถจำแนกธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ย่อๆ อย่างพิสดารได้เป็นอัศจรรย์

คุณสมบัติพิเศษของท่านที่ไม่เหมือนใครนี้ และแรงอธิษฐานที่ท่านตั้งไว้ ทำให้ท่านได้รับการสถาปนาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าในท่ามกลางมหาสังฆสมาคมว่า เป็นเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในการจำแนกเนื้อความโดยย่อให้พิสดารได้ ท่านได้ทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรขจายออกไป เพื่อเป็นที่พึ่งแก่ชาวโลกทั้งหลาย

เราจะเห็นได้ว่าการสั่งสมบุญต้องทำกันเป็นเวลายาวนาน สั่งสมทีละเล็กทีละน้อย ทำกันให้บ่อยๆ สักวันหนึ่งเมื่อบุญส่งผลเต็มที่ วิบากกรรมหรือวิบากมารก็ขวางไม่อยู่ สิ่งดีๆ ที่เราทำไว้จะเผล็ดผลให้ได้พบแต่สิ่งที่ดีงาม และที่สำคัญการทำบุญต้องอธิษฐานกำกับด้วยทุกครั้ง เพราะจะทำให้เป้าหมายที่เราตั้งไว้สำเร็จได้ตามผัง และเป็นการย่นย่อระยะทางในการสร้างบารมีของเราให้สั้นลงอีกด้วย เหมือนอย่างที่พระเถระท่านได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง ท่านทำบุญใหญ่ด้วย และอธิษฐานจิตควบคู่กันไปด้วย ทำให้เส้นทางชีวิตของท่านดำรงอยู่บนเส้นทางสุคติโลกสวรรค์และมนุษยโลก ไม่เสียเวลาไปเสวยทุกข์ในอบายภูมิ มีแต่สั่งสมบุญกุศล จนได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติเรื่อยมา

สุดท้ายท่านก็สมปรารถนาได้นิพพานสมบัติ ยุติการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไป มีแต่เสวยสุขในอายตนนิพพานอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ให้ทุกท่านหมั่นสั่งสมบุญกันให้ได้ทุกอย่าง ทำให้ครบถ้วนบริบูรณ์ อย่าประมาทชะล่าใจว่า เรามีบุญมากแล้ว หรือทำกันมามากแล้ว อย่าพึงคิดอย่างนั้น ให้ทุ่มเททำกันให้เต็มที่ ทำจนสุดกำลังและสุดใจ บุญใหญ่จะได้บังเกิดขึ้นกับเรา และจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวของเราได้ทั้งในภพนี้และภพหน้า

* มก. เล่ม ๗๑ หน้า ๑ ๓๕

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/16985
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพุทธสาวก-พุทธสาวิกา

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.