พระสุภูติเถระ

พระสุภูติเถระ

ธรรมดาของชีวิตมีการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ และการดับสลายไปตามลำดับ ชีวิตหลังความตายจึงเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ที่ไม่ได้สั่งสมบุญไว้ แต่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้อย่างดีแล้ว เพราะการตายเป็นเพียงการเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิใหม่เท่านั้น ผู้เป็นบัณฑิตเห็นว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะทุกข์อกทุกข์ใจ เมื่อมีญาติอันเป็นที่รักได้ละสังขารจากไป การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย จะเป็นการเพิ่มเติมความมั่นใจในการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ เพราะพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันอบอุ่นและปลอดภัย ที่จะนำไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน

พระบรมศาสดาตรัสสอนไว้ใน สุภูติเถรคาถา ว่า
* “ท่านจงเจริญพุทธานุสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ครั้นเจริญพุทธานุสตินี้แล้ว จักยังมนัสให้บริบูรณ์ จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็นจอมแห่งเทวดาเสวยเทวสมบัติถึง ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัตินั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ”

การเจริญพุทธานุสติ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ มีอานิสงส์ใหญ่ จะส่งผลให้ใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ เกลี้ยงเกลาจากสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งหลาย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ยิ่งด้วยพระบริสุทธิคุณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยิ่งด้วยพระปัญญาธิคุณ รู้แจ้งแทงตลอดในภพสาม สัพพัญญุตญาณของพระองค์รู้แจ้งในสรรพสัตว์และสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดมาปิดบังดวงปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระองค์ได้ เหมือนเอาผลมะขามป้อมมาวางไว้บนฝ่ามือ ทรงเป็นผู้ยิ่งด้วยพระมหากรุณาธิคุณ มีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า หวังอยากจะให้หลุดพ้นจากทุกข์ในวัฏสงสารอันยาวไกล การที่เราส่งใจไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงนับว่าเป็นการส่งใจไปยังบุคคลผู้เลิศที่สุดของโลกและจักรวาล อานิสงส์อันไพศาลย่อมบังเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง

มีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า พระสุภูติ ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศในด้านความเป็นพระทักขิไณยบุคคล และเป็นผู้เลิศในการอยู่โดยไม่มีข้าศึกคือ กิเลส เมื่อตัดสินใจออกบวชขณะที่ปลงผมเสร็จก็ได้บรรลุอรหัตผลทันที ท่านได้ระลึกชาติหนหลังด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ ตรวจดูว่าภพในอดีตท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เมื่อย้อนไปดูการสร้างบารมีในอดีตชาติจึงรู้ว่า เป็นเพราะได้ประกอบเหตุด้วยการทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณอยู่เป็นประจำ

ท่านได้เล่าว่า ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นลูกของพราหมณ์มหาศาลมีชื่อว่า นันทมาณพ มีทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก แต่ก็เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่มีความตระหนี่หวงแหนทรัพย์ ต่อมาท่านพิจารณาเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระในการครองเรือน จึงบวชเป็นฤๅษีอยู่ที่เชิงเขา พร้อมด้วยมาณพ ๔๔,๐๐๐ ได้บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘  ส่วนอันเตวาสิกได้ฌานอภิญญาเหมือนกันหมดทุกตน อยู่กันอย่างมีความสุขเป็นเวลานานถึง ๓ หมื่นปี

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของเหล่าชฎิล ผู้เป็นอันเตวาสิกของนันทดาบส และความปรารถนาตำแหน่งสาวก ที่ประกอบไปด้วยองค์สองของนันทดาบส จึงเสด็จเหาะไปประทับยืนอยู่กลางอากาศหน้าอาศรมของนันทดาบส เมื่อดาบสเห็นพุทธานุภาพ และความบริบูรณ์แห่งพระพุทธลักษณะ จึงพิจารณาดูมนต์สำหรับทำนายลักษณะ ก็ทราบทันทีว่าผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อบวชจะได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าผู้ตัดวัฏฏะในโลกได้เด็ดขาด บุรุษอาชาไนยผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัยแน่ จึงรีบเข้าไปต้อนรับ ปูลาดอาสนะถวาย

พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่ดาบสปูลาดไว้แล้ว ขณะนั้น ชฎิลอันเตวาสิก ๔๔,๐๐๐ คน ถือเอาผลไม้มีรสเลิศล้วนแต่ประณีตมาถึงสำนักของอาจารย์ มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับ และที่นั่งของอาจารย์แล้ว ต่างพูดว่า “ข้าแต่ท่านอาจารย์ พวกข้าพเจ้าเข้าใจกันว่าในโลกนี้ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าท่าน แต่สงสัยบุรุษผู้นี้ จักยิ่งใหญ่กว่าท่าน” นันทดาบสรีบกล่าวห้ามว่า “พวกท่านพูดอะไรอย่างนั้น ท่านประสงค์จะเปรียบเขาสิเนรุราชที่สูง ๖๘๐,๐๐๐ โยชน์ กับเมล็ดพันธุ์ผักกาด พวกท่านอย่าเอาเราเข้าไปเปรียบกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย” เมื่ออาจารย์พูดอุปมาอย่างสูงส่งถึงเพียงนั้น ลูกศิษย์ทุกคนรีบก้มลงกราบอย่างนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที

นันทดาบสได้นำเอาดอกโกสุมมาเป็นอาสนะปูลาดถวาย ทรงฉัตรดอกไม้ยืนกั้นถวายพระบรมศาสดา ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยปีติสุขอย่างเดียวตลอด ๗ วัน ๗ คืน เมื่อพระองค์ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ทรงแสดงธรรมให้ดาบสฟัง ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ดาบส ๔๔,๐๐๐ ทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พระบรมศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออก ตรัสว่า “เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด” ทันใดนั้นเอง ผมและหนวดของดาบสก็อันตรธานหายไป บริขาร ๘ พร้อมอยู่ในกายของดาบสครบถ้วนทุกองค์

ส่วนนันทดาบสไม่ได้บรรลุคุณวิเศษอะไร เพราะปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะในอนาคตกาล และพระบรมศาสดาได้ทรงแนะนำให้ท่านเจริญพุทธานุสติแล้วจะได้อานิสงส์ใหญ่ จากนั้นพระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า “จากนี้อีกแสนกัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจะสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ พร้อมด้วยข้าทาส และบริวารเป็นอันมาก จักบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักได้เป็นสาวกของพระศาสดามีนามว่า สุภูติ  พระองค์จักทรงแต่งตั้งท่านว่าเป็นเลิศใน ๒ ตำแหน่งคือ ในความเป็นพระทักขิไณยบุคคล และในความเป็นผู้เลิศในการอยู่โดยไม่มีข้าศึกคือ กิเลส”

ครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์นันทดาบสอย่างนั้นแล้ว ก็เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศดุจพญาหงส์ทะยานขึ้นไปท้องฟ้ากลับสู่มหาวิหาร เมื่อท่านดาบสได้รับคำแนะนำจากพระตถาคตเจ้าแล้ว ก็เกิดมหาปีติเบิกบานใจมาก นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็หมั่นเจริญพุทธานุสติไม่เคยขาดเลย เมื่อละจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทพเสวยทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง พุทธพยากรณ์ได้เป็นความจริงทุกประการ เมื่อพระเถระพิจารณาเห็นผลบุญอย่างนั้นแล้ว ท่านได้เปล่งอุทานว่า “ในแสนกัปแต่กัปนี้ ด้วยผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ เราไม่รู้จักทุคติเลย คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้กระทำเสร็จแล้ว

ทุกท่านคงได้เห็นแล้วว่า อานิสงส์ของการเจริญพุทธานุสตินี้มีคุณเอนกอนันต์มากมายเพียงไร หลวงพ่อก็ได้ยกตัวอย่างให้ทุกท่านได้รับทราบกันแล้ว ความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอานุภาพยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ควรที่เราจะต้องเจริญพุทธานุสติกันตลอดเวลา ระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ และยิ่งหมั่นกล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยด้วยจิตที่เลื่อมใส ก็ยิ่งจะเป็นเหตุให้เราได้เข้าถึงพระธรรมกายอย่างสะดวกสบายอย่างง่ายดาย

การที่พวกเราตั้งใจปฏิบัติธรรม หมั่นสวดมนต์สรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยก็ดี นับว่าได้ดำเนินรอยตามเยี่ยงอย่างของบัณฑิตในกาลก่อน จึงเป็นสิ่งที่ดีมาก บุญนี้จะบันดาลให้เราได้บังเกิดในยุคสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น หรือมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง แล้วยังเป็นเหตุให้ได้บรรลุธรรมเช่นเดียวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนั้น ให้ทุกท่านหมั่นสวดมนต์นั่งสมาธิเจริญพุทธานุสติกันอย่างสม่ำเสมอ แล้วเราจะได้พบกับความน่าอัศจรรย์ของคุณแห่งพระรัตนตรัยอันไม่มีประมาณนั้นได้ด้วยตัวของเราเองในที่สุด

* มก. เล่ม ๕ ๐ หน้า ๔๑

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/16982
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพุทธสาวก-พุทธสาวิกา

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.