พระภัททิยเถระ

พระภัททิยะเถระ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ พุทธศาสนิกชนที่ดีควรตั้งใจศึกษา และปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดา เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของชีวิต ให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ บรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อใดที่เราปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี เมื่อนั้นเราจะเห็นผลของการปฏิบัติได้ทันที โดยไม่ต้องไปรอคอยผลในภพชาติหน้า ถ้าหากเราพบอุปสรรคในขณะที่กำลังทำความเพียร หรือสร้างความดี ขออย่าท้อแท้หรือสิ้นหวัง เพราะอุปสรรคเป็นเพียงเครื่องทดสอบกำลังใจของเราเท่านั้น เราจะมีกำลังใจไม่สิ้นสุด ต่อเมื่อได้นำใจมาหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เพราะตรงนี้เป็นต้นแหล่งของพลังแห่งความดี ที่ทำให้ใจของเรามีพลัง ไม่ท้อแท้หรือสิ้นหวัง แต่จะมีกำลังใจที่สูงส่งตลอดเวลา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ว่า
“สพฺพา อาสตฺติโย เฉตฺวา   วิเนยฺย หทเย ทรํ
อุปสนฺโต สุขํ เสติ          สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตโส

ผู้ใดตัดความข้องทั้งปวงแล้ว บรรเทาความกระวนกระวายใจได้ ผู้นั้นถึงความสงบใจ เป็นผู้สงบระงับ ย่อมอยู่อย่างมีความสุข”

ทุกชีวิตที่เกิดมาต่างต้องเจอภัยคุกคามรอบด้าน ทั้งอัคคีภัย โจรภัย ราชภัย และภัยทุกชนิด ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทำให้ได้รับความลำบากในการครองชีพ ทรัพย์สมบัติที่แสวงหามาได้ หรือบ้านเรือนที่ปลูกสร้างขึ้นมาต้องพังพินาศไป ผู้คนมากมายต้องมาสังเวยชีวิตจมอยู่ใต้พิภพ อันตรายของชีวิตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่เว้นแต่ละวัน

ผู้มีปัญญาพยายามแสวงหาหนทางที่จะทำให้หลุดพ้นจากภัยเหล่านั้น จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในทะเลทุกข์อีกต่อไป โดยเฉพาะการขจัดภัยภายในคือ กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในใจที่เป็นเหตุให้เราสร้างกรรม และมีวิบากเป็นผลอันเผ็ดร้อน ท่านผู้รู้ทั้งหลายจึงไม่ข้องอยู่กับคน สัตว์ สิ่งของ แต่มุ่งจะสละความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันเกษม เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ก็จะไม่หวั่นไหวต่อภัยพิบัติใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในใจมีพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว

ดังเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้สละฆราวาสวิสัยที่พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ เพราะทรงตระหนักว่า สิ่งที่พระองค์ครอบครองอยู่นี้ ไม่ได้ให้ความสุขอันเป็นอมตะ จึงสละราชสมบัติมุ่งแสวงหาอภิสัมมาสัมโพธิญาณ และในที่สุดพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนชาวโลกให้บำเพ็ญอริยมรรค เพื่อตัดเครื่องร้อยรัดคือ กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ และอวิชชาโยคะ อันเป็นกิเลสที่ตรึงสัตว์โลกไว้ในภพ ๓

* ในสมัยพุทธกาล มีเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินผู้ปรารถนาจะพ้นทุกข์เช่นเดียวกับพระองค์ พากันออกบวชเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระประยูรญาติของพระองค์ ได้แก่เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภัคคุ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายเทวทัต มีนายอุบาลี ซึ่งเป็นช่างกัลบกหรือช่างตัดผมติดตามไปด้วย

ในวันที่เสด็จออกผนวช  เมื่อเจ้าชายทั้ง ๖ พระองค์เสด็จไปถึงเขตแดนของกษัตริย์พระองค์อื่น ได้รับสั่งให้นายอุบาลีนำเครื่องอาภรณ์ และเครื่องประดับอันมีค่ากลับไป ครั้นอุบาลีเดินทางกลับไปได้ไม่ไกล ก็คิดว่า “พระราชกุมารเหล่านี้ ทรงสละทรัพย์สมบัติให้เราโดยไม่ใยดี เหมือนถ่มนำลายทิ้ง การบวชน่าจะประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้แน่นอน” คิดดังนั้นแล้วจึงนำเครื่องประดับและอาภรณ์แขวนไว้ที่กิ่งไม้ แล้วจึงรีบติดตามเจ้าชายทั้ง ๖ ไป เพื่อขอออกบวชด้วย

เมื่อเจ้าชายทั้ง ๖ พร้อมทั้งอุบาลีเข้าไปถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ เจ้าชายทั้ง ๖ ได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์ยังมีทิฐิมานะอยู่มาก อุบาลีนี้เป็นช่างตัดผมรับใช้พวกข้าพระองค์มานานแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงให้เขาบวชก่อนเถิด  พวกหม่อมฉันจะได้อภิวาท ลุกขึ้นรับ กระทำอัญชลี และสามีจิกรรมแก่เขา เพื่อลดทิฐิมานะของตนเอง ความถือตัวว่าเป็นเจ้าศากยะจะได้หมดไป”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงโปรดให้อุบาลีบวชก่อน และให้ศากยะกุมารบวชทีหลัง หลังจากบวชแล้ว ทุกรูปตั้งใจทำความเพียรกันเต็มที่ แต่ละรูปได้บรรลุธรรมลุ่มลึกไปตามลำดับ ส่วนพระภัททิยะก็สมปรารถนาเช่นกันคือได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านมีความปีติสุขเบิกบานใจตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เวลาที่ท่านเข้าไปในป่า ไม่ว่าจะอยู่ที่โคนไม้ อยู่เรือนว่างหรือที่ไหนก็ตาม มักจะเปล่งอุทานเสมอๆ ว่า “สุขจริงหนอๆ ”

พระภิกษุที่เป็นสมมติสงฆ์ได้ยินดังนั้น ต่างเข้าใจผิดคิดว่าท่านคงระลึกถึงความสุขเมื่อครั้งยังเป็นกษัตริย์เสวยสุขอยู่ในราชสมบัติ จึงพากันไปกราบทูลเรื่องนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์จึงรับสั่งให้เรียกท่านมา แล้วตรัสถามว่า “ที่ท่านเปล่ง อุทานว่า สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ นั้นจริงหรือ “ พระภัททิยะทูลรับว่า “เป็นความจริง”

ท่านได้กราบทูลต่อว่า “เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แม้ว่าภายในพระนคร ได้จัดการรักษาอย่างเรียบร้อย ภายนอกจะจัดการอารักขาอย่างเข้มแข็ง และทั่วทั้งพระนคร มีการดูแลรักษาอย่างดีทั่วถึงเพียงไรก็ตาม แต่ข้าพระองค์ก็ยังมีความหวาดกลัวอยู่ แต่บัดนี้ข้าพระองค์อยู่ในเพศบรรพชิต ไม่ว่าจะไปสู่ป่า อยู่ตามโคนไม้ หรือในเรือนว่างก็ดี ข้าพระองค์ไม่มีความหวาดหวั่นหรือสะดุ้งกลัวเลย ข้าพระองค์พิจารณาเห็นประโยชน์ของชีวิตนักบวชที่ไม่มีความกังวลอย่างนี้ จึงได้เปล่งอุทานอยู่เนืองๆ ว่า สุขจริงหนอๆ พระเจ้าข้า”

เพราะฉะนั้น ที่ท่านเปล่งอุทานถึงความสุข เพราะว่าท่านได้เข้าถึงแหล่งแห่งความสุขภายใน เป็นสุขอยู่ในกลางธรรมกายที่มีแต่ความสุขล้วนๆ ไม่มีความทุกข์เจือปน ความเดือดเนื้อร้อนใจก็หมดไป จิตใจเบิกบาน สดชื่น เพราะพระรัตนตรัยเป็นบ่อเกิดแห่งความสุข ความเบิกบานใจ ที่ไม่มีสิ่งใดจะมาเปรียบปานได้

ความสุขความเบิกบานจะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อใจเราปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ใจจึงขยายออกไปอย่างไม่มีขอบเขต และในขณะที่ใจขยายออกไป จะมีพลังแผ่ซ่านออกไปด้วย เป็นพลังแห่งความดี ความบริสุทธิ์ ความปีติสุขขยายออกไป นี่คืออาการของจิตที่เบิกบานอย่างแท้จริงคือ จิตเบิกออกจากสิ่งที่มืดมัว แล้วก็เบ่งบานคลี่ขยาย เหมือนดอกบัวบานรับอรุณในยามเช้า ใจขยายออกไปเรื่อยๆ พร้อมกับความสุขที่อยู่กับรัตนตรัยภายในตัว

ดังนั้น การปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงความสุขภายใน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องฝึกใจให้เข้าถึงให้ได้ เมื่อเข้าถึงแล้วเราจะบันเทิงใจทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คือเมื่อยังมีชีวิตก็สดชื่นเบิกบาน เห็นรัตนะภายในสว่างไสวอยู่ในตัว ใสเกินใส สวยเกินสวยจนไม่มีตัวอย่างใดๆ ในโลกจะมาเปรียบเทียบได้ เป็นความสุขที่ยากจะสรรหาคำใดมาพรรณนาได้ นี่เรียกว่าบันเทิงในโลกนี้ เมื่อจะละโลก ร่างกายเสื่อมโทรม โรคภัยเบียดเบียน ร่างกายทนไม่ไหวต้องแตกสลายไป ความบันเทิงใจจะเคลื่อนย้ายจากที่อยู่ในกายมนุษย์ แล้วออกไปบันเทิงในโลกหน้า ที่เป็นกายทิพย์ที่ละเอียด สวยงาม มีความประณีตมากกว่ากายเนื้อนี้มากมายหลายเท่านัก มีความเบิกบานตลอดไปจนถึงโลกหน้าเลย

เมื่อเราเข้าถึงพระรัตนตรัยอันบริสุทธิ์ได้ เราจะข้ามพ้นจากทุคติ อบายภูมิต่างๆ ไปสู่สุคติภูมิที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ คล้ายกับเรือที่เราอาศัยข้ามฟาก จากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น และหากบริสุทธิ์ผ่องใสกันจริงๆ จนบรรลุกายธรรมอรหัต กายธรรมนั้นจะพาเราข้ามวัฏสงสารไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้ เพราะฉะนั้น พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ สามอย่างนี้จึงเป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด ที่จะให้ทั้งความสุขความบันเทิงใจในปัจจุบันและในอนาคต จนกระทั่งถึงสุขอย่างยิ่งคือ พระนิพพาน เพราะฉะนั้น ให้ทุกท่านตั้งใจฝึกใจให้หยุดนิ่ง ทำไปจนกว่าจะได้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในกันทุกคน

* มก. เล่ม ๕๕ หน้า ๒๒๔

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/16977
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพุทธสาวก-พุทธสาวิกา

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.