เนมิราชชาดก บำเพ็ญอธิษฐานบารมี (๗)

ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ก็ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกพาลชนเมื่อทำ ก็ทำได้ยาก พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตามสัตบุรุษ ธรรมของสัตบุรุษ พวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้ยากแสนยาก เพราะฉะนั้น การไปจากโลกนี้ของพวกสัตบุรุษ และพวก อสัตบุรุษจึงต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์

พระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ เป็นสมบัติอันลํ้าค่ากว่ารัตนะใดๆ ในโลก เพราะเป็นที่พึ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นสิ่งที่เราต้องแสวงหา ต้องปฏิบัติเพื่อเข้าให้ถึง และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัตนะทั้งสามให้ได้ พระรัตนตรัยนี้เป็นสิ่งที่เราควรยึดเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกตลอดไป ส่วนสรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงเครื่องอาศัยสำหรับสร้างบารมีเท่านั้น ไม่ได้มีไว้ให้ยึดมั่นถือมั่น เราเกิดมาเพียงอาศัยสิ่งเหล่านี้สร้างบารมีเท่านั้น คิดอย่างนี้จะได้มุ่งแสวงหาสิ่งที่เป็นสาระของชีวิต เป็นความจริงอันประเสริฐของพระอริยเจ้าที่เรียกว่า อริยสัจ มีใจมุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน ชีวิตเราจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง

มีวาระพระบาลีใน มัจฉริสูตร ว่า

ทุทฺททํ ททมานานํ ทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ
อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ สตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย
ตสฺมา สตญฺจ อสตญฺจ นานา โหติ อิโต คติ
อสนฺโต นิรยํ ยนฺติ สนฺโต สคฺคปรายนา

“ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ก็ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกพาลชนเมื่อทำ ก็ทำได้ยาก พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตามสัตบุรุษ ธรรมของสัตบุรุษ พวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้ยากแสนยาก เพราะฉะนั้น การไปจากโลกนี้ของพวกสัตบุรุษ และพวก อสัตบุรุษจึงต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์ ”

คติในสัมปรายภพของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ หรือภาษาที่เข้าใจกันง่ายๆ คือระหว่างคนดีกับคนชั่ว หรือคนพาลกับบัณฑิตนั้นแตกต่างกันมาก และไกลกันยิ่งกว่าฝั่งของมหาสมุทรฝั่งนี้กับฝั่งตรงกันข้าม หรือไกลกันยิ่งกว่าแผ่นดินกับท้องฟ้า เพราะอยู่คนละด้าน คือ ถ้าทำบุญไว้มากๆ เมื่อละสังขารแล้ว ย่อมไปเสวยสุขอยู่ในโลกสวรรค์ ซึ่งอยู่สูงจากโลกมนุษย์นี้ขึ้นไปไกลมาก ส่วนผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมไว้มาก ครั้นละโลกไป ย่อมต้องลงสู่อบายภูมิไปเสวยทุกข์ในนรกขุมต่างๆ ซึ่งอยู่ลึกมาก อันเป็นไปตามกำลังวิบากกรรมที่ได้ทำไว้ครั้งที่ยังเป็นมนุษย์ ความแตกต่างในสัมปรายภพของผู้ทำบุญและบาปจึงไกลกันเช่นนี้

แม้มนุษย์ส่วนใหญ่จะเข้าใจเรื่องนรกสวรรค์บ้าง แต่ยังไม่แจ่มแจ้งเพราะมองไม่เห็น จึงยังมีความประมาทในชีวิต และเพราะไม่พบกัลยาณมิตร บางครั้งจึงหลงผิดไปเบียดเบียน ผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีใด จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผลที่ออกมาย่อมต้องได้รับผลกรรมแสนทุกข์ทรมานอย่างที่ไม่สามารถหลีกหนีไปได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ฉะนั้นอย่าได้ประมาทสร้างกรรมอันเป็นทุกข์เข็ญให้กับตัวเอง เหมือนอย่างสัตว์นรกที่พระเจ้าเนมิราชไปพบเห็นมาด้วยตาเนื้อของท่าน ซึ่งหลวงพ่อได้เล่าเมื่อคราวที่แล้ว

* ขณะที่มาตลีเทพสารถีนำพระเจ้าเนมิราชผู้สั่งสมบุญบารมีไว้มากจนรํ่าลือไปถึงสวรรค์เพื่อไปสูjสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ระหว่างการเดินทางสู่เทวโลก พระเจ้าเนมิราชอยากเห็นเหล่าสัตว์ที่ตกไปในอบายภูมิว่า มีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง นรกเป็นอย่างไร วิบากกรรมอันทุกข์ทรมานของผู้ทำบาปกรรมไว้เป็นอย่างไรบ้าง มาตลีเทพสารถีจึงได้แสดงให้ดูด้วยเทวานุภาพ

ซึ่งในครั้งนี้ ระหว่างทางพระองค์ได้พบเห็นสัตว์นรกที่กำลังถูกสุนัขเคี้ยวกิน มีทั้งสุนัขแดง สุนัขด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกาที่น่ากลัวมากๆ กำลังเคี้ยวกินสัตว์นรก สถานที่ของสัตว์เหล่านี้เป็นที่ที่มาตลีเทพบุตรเคยเห็นมาก่อน จึงได้ใช้เทวานุภาพบันดาลให้พระราชาเห็น พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นแล้วถึงกับสะดุ้ง ทั้งสงสารและหวาดกลัว นึกไม่ถึงว่า สัตว์ในนรกแห่งนี้ จะได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสสากรรจ์มากกว่าการถูกทรมานในโลกมนุษย์มากนัก พระองค์ได้ตรัสถามถึงวิบากกรรมของสัตว์เหล่านี้

มาตลีเทพบุตรตอบว่า “สัตว์เหล่านี้เคยเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่น มีบาปธรรมประจำใจ มักด่าบริภาษ เบียดเบียนสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ใช้วาจาเหมือนหอกเหมือนดาบ คอยทิ่มแทงเชือดเฉือนคนอื่นบ้าง กล่าวกระทบกระเทียบให้เขาเจ็บใจบ้าง สัตว์เหล่านี้มีกรรมหยาบช้า ครั้นละโลกแล้ว จึงมาเป็นสัตว์นรกถูกฝูงสุนัขฝูงกาเคี้ยวกินเช่นนี้”

ส่วนสัตว์นรกบางพวกชอบโกงลูกหนี้ เพราะอาศัยความโลภในทรัพย์สมบัติของคนอื่น จึงสร้างพยานเท็จขึ้น ทำให้คนอื่นมีหนี้สินล้นตัว และอาศัยเล่ห์เหลี่ยมในการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง เป็นคนมักทำความชั่วเอารัดเอาเปรียบคนอื่นเป็นปกติ จึงต้องร้องไห้ดิ้นรนอยู่ในหลุมถ่านเพลิงที่เผาไหม้ตัวเช่นนี้

จากนั้น มาตลีเทพสารถีได้ขับรถต่อไป บันดาลให้เห็นเหล่าสัตว์ ที่กำลังถูกนายนิรยบาลจับเท้าขึ้นข้างบน เอาศีรษะลงล่าง โยนลงไปในหม้อโลหะที่ร้อนแรงในโลหกุมภีนรก พระเจ้าเนมิราชตรัสถามว่า “ทำไมสัตว์เหล่านี้จึงมาตกอยู่ที่นี้ มาตลีเทพสารถีทูลว่า “เป็นเพราะสัตว์เหล่านี้มีจิตใจหยาบช้า ถูกอกุศลเข้าสิงจิตให้กระทำความผิดต่อสมณพราหมณ์ รังแกท่านไม่ให้อยู่เป็นสุขในการบำเพ็ญสมณธรรม มีความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว จึงต้องตกในโลหกุมภีนรกอันร้อนแรงนี้”

พระเจ้าเนมิราชทรงเห็นนายนิรยบาลเอาเชือกเหล็กที่ลุกโพลงเป็นไฟ ผูกคอสัตว์นรกแล้วดึงขึ้นมาตัดคอ ให้แช่ในน้ำร้อนแล้วโบยตี บางทีตัดศีรษะโยนลงไปในน้ำร้อน กลายเป็นสัตว์นรกหัวขาด จึงไต่ถามบุพกรรมที่ทำไว้ มาตลีเทพบุตรตอบว่า “ที่เป็นเช่นนี้เพราะครั้งเป็นมนุษย์ มักจับนกมาฆ่า ตัดคอนกทิ้ง แล้วเอาตัวไปทำเป็นอาหารบ้าง นำไปขายเลี้ยงชีพบ้าง กรรมนั้นจึงส่งผลให้มารับเคราะห์กรรมอันทุกข์ทรมานในนรก”

เมื่อพระราชาทรงตรวจดูนรกไปเรื่อยๆ เห็นแม่น้ำน่ารื่นรมย์ที่มีสายน้ำไหลไปตามปกติ สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย เพราะเร่าร้อนเนื่องจากถูกเพลิงเผาไหม้ จึงเดินย่ำแผ่นดินโลหะที่ลุกโพลงลงสู่แม่น้ำ ทันใดนั้นเอง น้ำดื่มนั้นกลับกลายเป็นแกลบและใบไม้ลุกโพลง สัตว์นรกไม่อาจทนความกระหาย ต่างเคี้ยวแกลบและใบไม้อันลุกโพลงด้วยไฟ กินดื่มแทนน้ำ แกลบและใบไม้นั้นก็เผาร่างกาย แล้วไหลออกทางส่วนล่าง สัตว์นรกไม่อาจทนทุกข์ทรมานนั้น พากันประคองแขนทั้งสองร้องไห้เสียงระงมอย่างน่าสงสาร

พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงตรัสถามเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มาตลีเทพสารถีทูลว่า “สัตว์เหล่านี้ มีการงานไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้เห็นแก่ได้ มีความโลภฝังติดอยู่ในใจ เวลาขายข้าวเปลือก จะเอาข้าวเปลือกที่มีเมล็ดสมบูรณ์ผสมกับเมล็ดลีบให้คนซื้อ ชอบขายของเทียม ของปลอมและโกงคนอื่น เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ จึงทำให้ต้องมาชดใช้กรรมในนรกขุมนี้”

ครั้นเคลื่อนราชรถต่อไปเพื่อดูขุมอื่น ทรงพบเห็นนายนิรยบาลจำนวนมาก กำลังล้อมเหล่าสัตว์นรก เหมือนนายพรานล้อมฝูงกวางในป่า แล้วเอาอาวุธชนิดต่างๆ ยิง และทิ่มแทงสัตว์นรก ทำให้ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้นเป็นช่องปรุไปหมด เหมือนใบไม้เก่า ต่างร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา

พระเจ้าเนมิราชทอดพระเนตรเห็นดังนั้น อดที่จะตรัสถามมาตลีเทพสารถีไม่ได้ว่า “ทำบาปกรรมอะไร จึงมาเสวยทุกข์เช่นนี้” มาตลีตอบว่า “เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ สัตว์เหล่านี้ไม่เลี้ยงชีพโดยสุจริต ไปขโมยของคนอื่น ขโมยข้าวเปลือก ทรัพย์สิน เงิน ทอง แพะ แกะ ปศุสัตว์ วัว กระบือของชาวบ้านเป็นอาจิณ ทำให้เจ้าของได้รับความเดือดร้อน เพราะกรรมที่ทำไว้นั้น ทำให้ต้องมาเสวยทุกข์ทรมานในนรกขุมนี้”

จะเห็นว่า กรรมที่ทำไว้ในโลกมนุษย์ จะตามส่งผลถึง ภพชาติหน้า และบางอย่างยังตามส่งผลอีกหลายภพหลายชาติ เราต้องระวังอย่าได้พลั้งพลาดไปทำกัน ต้องมีสติยับยั้งให้ดี ไม่ล่วงเกินใครด้วยกาย วาจาและใจ และหมั่นสร้างบุญกุศลให้เต็มที่ ชีวิตของเราจะได้ปลอดภัยจากภัยในอบายภูมิ ห่างไกลจากบาปอกุศลที่จะมาสู่ตัวเรา จะมีแต่บุญกุศลอุ้มชูชีวิตให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป คอยบันดาลความสำเร็จให้บังเกิดขึ้นในชีวิตการสร้างบารมีของเรา ฉะนั้นอย่ามองข้ามบุญและบาปแม้เพียงเล็กน้อยว่าจะไม่ให้ผล ขอให้ละบาปทุกชนิด ทำแต่บุญกุศล และทำใจให้ผ่องใส เราจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไปกันทุกคน

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/6880
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับศาสดาเอกของโลก

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.