ชัยชนะครั้งที่ ๗ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตอนที่ ๒ ชนะนันโทปนันทนาคราช)

ชัยชนะครั้งที่ ๗ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (ตอนที่ ๒ ชนะนันโทปนันทนาคราช)

สิ่งมีชีวิตที่กำเนิดขึ้นมาในโลกนี้ ต่างต้องการความรักความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนกันและกัน เพื่อการดำรงชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข “การให้” เป็นวัฒนธรรมของคนดี เป็นประเพณีของพระอริยเจ้า เป็นก้าวแรกของการสร้างบารมีไปสู่อายตนนิพพาน ตั้งแต่ให้วัตถุสิ่งของ ให้ความรู้เป็นวิทยาทานและให้อภัยต่อกัน เราในฐานะผู้ให้ ย่อมได้รับความสุข ได้รับการยกย่องสรรเสริญ เกียรติคุณอันดีงามย่อมฟุ้งขจรไปทั่ว จะเป็นที่รักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ดังนั้น การให้จึงมีประโยชน์ใหญ่ทั้งต่อตนเอง และมวลมนุษยชาติ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลกอย่างแท้จริง

ท่านผู้รู้ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าไว้ใน นานาติตถยสูตร ว่า

“วิปุโล ราชคหิยานํ คิริ เสฏฺโฐ ปวุจฺจติ
เสโต หิมวตํ เสฏฺโฐ อาทิจฺโจ อฆคามินํ
สมุทฺโททธินํ เสฏฺโฐ นกฺขตฺตานญฺจ จนฺทิมา
สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจติ

ภูเขาเวปุลละสูงตระหง่านเป็นเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมวันต์ ดวงสุริยาเป็นเลิศกว่าบรรดาสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย ดวงจันทราเป็นเลิศกว่าดาราทั้งหมด ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นเลิศกว่าประชุมชนทั้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก”

เมื่อตอนที่แล้ว หลวงพ่อได้เล่าค้างไว้ เกี่ยวกับชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อนันโทปนันทนาคราชว่า พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้พระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นตัวแทนพระองค์ไปปราบพญานาค ที่ถือทิฏฐิว่ามีอานุภาพมาก กล้าขัดขวางเส้นทางการไปสู่เทวโลกของพระองค์ พระมหาเถระได้ต่อสู้กับพญานาคราช เพื่อให้เห็นถึงอานุภาพของพระรัตนตรัย ถึงกระนั้น พญานาคก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังมีทิฐิมานะเช่นเดิม คิดแต่จะหาทางกำจัดพระเถระอยู่นั่นเอง

พระเถระรู้วาระจิตของพญานาคว่า ยังไม่ยอมจำนน ท่านคิดจะทรมานให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก จึงเข้าไปทางช่องหูขวาของพญานาค แล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าไปทางช่องหูซ้ายออกทางช่องหูขวา เข้าทางช่องจมูกขวาออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้ายออกทางช่องจมูกขวา พญานาคถูกทรมานเช่นนั้น เกิดทุกขเวทนาอย่างมาก คิดหาอุบายว่า “ในนาคพิภพไม่มีใครต่อกรกับเราได้ แต่สมณะรูปนี้กลับทรมานเราจนเหลือจะทน เห็นทีจะต้องล่อหลอกให้สมณะนี้เข้าไปในปาก เราจะได้เคี้ยวกินให้แหลกลาญไปเลย” คิดดังนั้นก็ทำทีเป็นร้องทุกข์กับพระเถระว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า ธรรมดาว่าสมณะย่อมมีแต่เมตตากรุณา ทำแต่สิ่งที่ชอบธรรมมิใช่หรือ แต่นี่ท่านมาแกล้งทรมานข้าพเจ้าให้เป็นทุกข์เหลือประมาณ”

จากนั้น พญานาคอ้าปากแยกเขี้ยวเข้าใส่พระเถระหมายจะขบกัด พระเถระไม่ได้สะทกสะท้าน ทั้งในคำขู่ คำกล่าวหา และอาการดุร้ายใดๆ กลับบอกว่า “การที่เราทรมานท่านนั้น ก็เพราะหวังจะให้ท่านสำนึกผิด มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า จะได้เป็นอุปนิสัยไปในภพเบื้องหน้า ใช่ว่าจะเกลียดชังท่าน ก็หามิได้” จากนั้นท่านได้ปาฏิหาริย์กายให้เล็กลง เหาะเข้าไปในปากของพญานาค เข้าไปเดินจงกรมอยู่ในท้องของพญานาค ทำให้พญานาคเจ็บปวดทรมาน กระสับกระส่ายไปมา แต่ในใจยังไม่ยอมจำนนอยู่นั่นเอง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ด้วยพระญาณว่า “บัดนี้พญานาคแกล้งยอมแพ้โมคคัลลานบุตรของเรา แต่นาคตนนี้เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก คิดจะเข่นฆ่าในขณะที่ท่านเผลอ” ทรงเปล่งโอภาสอยู่บนนภากาศ ตรัสเตือนพระเถระว่า “พญานาคตัวนี้มีฤทธิ์ยิ่งนัก ท่านจงมนสิการให้ดี อย่าได้ประมาท” พระมหาโมคคัลลานะทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญอิทธิบาท ๔ มิได้เกียจคร้าน ทำจนชำนาญปรารภอยู่มิได้ขาด ย่อมไม่หวั่นไหวต่อพญานาคตนนี้”

พญานาคแกล้งทำเป็นขอร้องว่า “ขอพระคุณเจ้าอย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้าเลย จงออกจากท้องของข้าพเจ้าเถิด” พระเถระทราบความประสงค์ของพญานาค จึงเหาะออกมานั่งอยู่ข้างนอก พญานาคยังไม่สิ้นพยศ คิดจะระบายลมออกทางจมูกให้แรงที่สุดเพื่อทำลายพระมหาโมคคัลลานะให้ได้ พระเถระรู้วาระจิตของนาคราช ได้เข้าจตุตถฌานรักษาตนมิให้เป็นอันตราย ลมที่เร่าร้อนนั้นไม่อาจทำความระคายผิว หรือเส้นขนของท่านได้ ซึ่งพระอรหันต์รูปอื่นอาจจะทำปาฏิหาริย์ได้ แต่การเข้าออกจตุตถฌานที่แคล่วคล่อง ไม่ติดขัดเช่นพระโมคคัลลานเถระ ไม่ใช่ทำได้ง่าย นี่จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะพระโมคคัลลานเถระเท่านั้น

พญานาคไม่อาจทำอันตรายใดๆ พระเถระ ทั้งพระเถระก็มิได้หวาดกลัวแต่อย่างใด พญานาคจึงเกิดความหวั่นไหว เพราะมองไม่เห็นวิธีการที่จะต่อสู้กับพระเถระ คิดว่า “สมณะรูปนี้มีฤทธิ์มากกว่าเรา ถ้าขืนสู้ต่อไป เราจะได้รับแต่ความเจ็บปวด อาจถึงตายเป็นแน่ จำเราจะต้องรีบหนีไปก่อน ไม่ยอมให้สมณะรูปนี้ทรมานได้อีกต่อไป”

พระเถระล่วงรู้ความคิดนั้น จึงเนรมิตกายให้เป็นพญาครุฑใหญ่บินติดตามไป พญานาครีบแปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ใหญ่บ้าง เล็กบ้างหนีไป พระเถระก็ติดตามมิได้ลดละ เมื่อพญานาคเห็นว่าหนีไม่พ้น จึงแปลงกายเป็นมาณพน้อยเข้าไปกราบแทบเท้าของพระเถระ พลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอยอมแพ้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเห็นผิด มีใจบาปหยาบช้า มิได้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตน เมื่อมาพบพระคุณเจ้า ก็มิได้ถวายอภิวาท ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”

พระเถระกล่าวว่า “เราเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เพราะฉะนั้น ท่านจงไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อยึดพระพุทธองค์เป็นสรณะเถิด” จากนั้นพระเถระได้พาพญานาคไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พลางกราบทูลว่า “ข้าพระองค์สำนึกผิดแล้ว แต่ก่อนข้าพระองค์เป็นพาลมิได้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอพระองค์ได้โปรดอโหสิกรรมในความผิดที่ได้พลั้งพลาดเพราะอกุศลเข้าสิงจิตด้วยเถิด บัดนี้ข้าพระองค์รู้ชัดแล้วว่า พระองค์เป็นประมุข เป็นนาบุญของโลก จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพระองค์ขอสละรูปกายบูชาพระรัตนตรัยตราบชีวิตจะหาไม่”
เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงมีพุทธประสงค์จะเสด็จมาโปรดพญานาคตนนี้โดยเฉพาะ จึงทรงประทานศีล ๕ ให้พญานาครักษาตลอดชีวิต และทรงแสดงธรรมให้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัย หลังจากนั้นทรงพิจารณาเห็นว่า ล่วงเวลาฉันเช้ามาพอสมควรแล้ว จึงพาพระอริยสาวกกลับยังบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ท่านเศรษฐีทูลถามว่า “เหตุใดวันนี้ พระพุทธองค์พร้อมด้วยหมู่สงฆ์ ถึงได้เสด็จมาช้ากว่าทุกวันพระเจ้าข้า” ทรงตอบว่า “ไปโปรดพญานาค โดยโมคคัลลานะได้ทำสงครามกับนันโทปนันทนาคราช” “แล้วใครแพ้ใครชนะ พระพุทธเจ้าข้า” “พญานาคเป็นผู้พ่ายแพ้ มหาโมคคัลลานะทรมานพญานาคให้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา” ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสดับแล้วก็ชื่นชมยินดี ทั้งเลื่อมใสต่อพระมหาเถระ และเลื่อมใสในพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น จึงอยากจะฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ กราบขออนุญาตกระทำการบูชาสักการะพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ด้วยการถวายมหาสังฆทานตลอด ๗ วัน

จะเห็นว่า เพียงฤทธานุภาพของพระมหาสาวกก็มีมากถึงเพียงนี้ สามารถปราบพญานาคผู้มีฤทธิ์มากได้ แล้วอานุภาพของพระบรมศาสดาจะขนาดไหน เป็นอานุภาพที่ไม่มีประมาณ เพราะในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก จะหาบุคคลผู้มีอานุภาพเสมอเหมือนพระองค์ไม่มีอีกแล้ว ในชัยมงคลคาถาจึงแสดงให้เห็นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีชัยชนะพญานาคราชอย่างราบคาบ ทำให้พญานาคกลับตัวกลับใจเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลได้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่พวกเราจะสรรเสริญพระพุทธคุณ นอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า นอบน้อมต่อพระรัตนตรัยซึ่งมีคุณไม่มีประมาณและหมั่นเจริญสมาธิภาวนา นึกถึงพระรัตนตรัย นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เราจะได้เข้าถึงพุทธะภายใน คือ พระธรรมกายกันทุกคน

*มก. มหาโมคคัลลานเถราปทาน เล่ม ๗o หน้า ๕o๗

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/9749
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับศาสดาเอกของโลก

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.