หลวงพ่อวัดปากนํ้า ผู้บังเกิดมาเพื่อดับที่สุดแห่งทุกข์

หลวงพ่อวัดปากนํ้า ผู้บังเกิดมาเพื่อดับที่สุดแห่งทุกข์

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “สังสารวัฏคือการเวียนว่ายตายเกิด กำหนดเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อหมู่สัตว์มีอวิชชามากางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ที่สุดย่อมไม่ปรากฏ จึงต้องเสวยทุกข์อันเผ็ดร้อนรํ่าไป เหตุนี้บัณฑิตทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่าย จิตก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นไปสู่อายตนนิพพาน”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอยากให้เราไปพระนิพพาน ก็เพราะว่าพระองค์ทรงเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม เกิดตายอยู่ในภพทั้ง ๓ ไม่ได้ประเสริฐอะไรก็แค่นั้น สู้นิพพานไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดแล้ว ล้วนมีทุกข์ทรมานทั้งสิ้น ตั้งแต่ทุกข์ประจำสังขาร และทุกข์ที่จรมา แล้วบางทีเราก็หาเข้ามาเองก็มี เลยทำให้เป็นทุกข์ ยิ่งถ้าถูกกิเลสบังคับให้สร้างกรรม สร้างแล้วก็มีวิบาก วิบากนั้นก็จะทำให้พลัดไปตกในอบายภูมิ ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานได้ ก็ยิ่งมีความทุกข์ใหญ่

เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้รู้ทั้งหลายท่านจึงอยากจะพ้นทุกข์ ก็แสวงหาหนทางกันเรื่อยมาเลย สร้างบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน สละทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่สละทรัพย์ สละอวัยวะ จนกระทั่งถึงสละชีวิต ก็เพื่อต้องการจะเห็นหนทางไปสู่อายตนนิพพาน

หลวงพ่อวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ ก็เช่นเดียวกัน ท่านมองเห็นว่า ชีวิตเป็นทุกข์ การทำมาหากินก็เป็นทุกข์ ตายไปแล้วก็เอาอะไรติดตัวไป ไม่ได้สักอย่างหนึ่ง พิจารณาอย่างนั้นท่านก็เกิดความสลดสังเวช จึงอยากจะหาหนทางออกจากทุกข์ แล้วในที่สุดความสว่างแห่งดวงปัญญาก็บังเกิดขึ้น ท่านจึงตัดสินใจตั้งอธิษฐานจิตขอบวชตลอดชีวิต ซึ่งอุปนิสัยแห่งความตั้งใจจริงของท่าน เป็นมาตั้งแต่ตอนยังเป็นหนุ่มแล้ว

เมื่อบวชแล้วก็ได้อุทิศตนทำงานพระศาสนา เป็นนักบวชที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ศึกษาได้เชื่ยวชาญทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ท่านได้แสวงหาธรรมะด้วยตัวเอง แสวงหาพระนิพพาน โดยปล่อยชีวิตในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ กลางพรรษาที่ ๑๑ ทำหยุดทำนิ่งตลอดทั้งคืน แล้วก็ได้บรรลุธรรมไปตามลำดับ เข้าถึงวิชชาธรรมกายในวันนั้น เมื่อท่านพบแล้วก็นำมาเผยแผ่แนะนำสั่งสอนกันเรื่อยมา

ในขณะที่สอนไปก็ศึกษาค้นคว้าเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งพบว่าทุกข์ทั้งหลายล้วนมาจากเหตุข้างใน อันเป็นแหล่งกำเนิดที่เป็นฝ่ายผลิตความทุกข์ ท่านก็สืบสาวขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบต้นตอว่า พญามารนั้นแหละ เป็นผู้ครอบงำบังคับให้สรรพสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในความทุกข์ ตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขา แล้วก็พบว่าต้องไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายจึงจะดับสิ้นได้ เพราะฉะนั้นท่านก็ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาวิชชาธรรมกายต่อไป โดยมุ่งจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะท่านเห็นว่าเป็นวิธีเดียว หนทางเดียวเท่านั้นที่จะดับทุกข์ได้

เมื่อทุกข์ดับไปได้ ความสุขอันเป็นนิรันดร์ก็จะบังเกิดขึ้น สรรพสัตว์จะมีชีวิตที่เต็มเปียมไปด้วยความสุขอย่างเดียวที่เรียกว่า เอกันตบรมสุข สุขอย่างยิ่ง สุขอย่างเดียวที่ไม่มีทุกข์เจือปนเลยแม้แต่นิดเดียว ความทุกข์ถูกทำลายไปสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด นี่ท่านต้องการอย่างนี้

ฉะนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านจึงได้ยอมสละทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตก็ไม่เสียดาย ปล่อยชีวิตกันทีเดียว เพื่อให้เข้าถึงธรรมที่จะหลุดพ้นจากทุกข์จากการครอบงำ บังคับบัญชาของพญามารเมื่อท่านรู้แล้ว ค้นพบด้วยตัวเองแล้ว ก็สั่งสอนผู้มีบุญทั้งหลายให้รู้ตาม ในที่สุดก็มาถึงคุณยายอาจารย์ของเรา เป็นผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย รับภาระสั่งสอน ศิษยานุศิษย์เรื่อยมา จนกระทั่งถึงพวกเรา ทำให้เราได้พบแสงสว่างของชีวิต พบหนทางพ้นทุกข์ที่จะไปสู่อายตนนิพพาน ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ถ้าหากว่าไม่มีการบังเกิดขึ้นของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็จะไม่มีการบังเกิดขึ้นของวิชชาธรรมกาย

ชีวิตเราก็คงจะหมดความหมาย เพราะไม่รู้หนทางของชีวิตที่ถูกต้อง ชีวิตก็จะตกอยู่ในความมืดของอวิชชา แต่เพราะว่าวิชชาธรรมกายบังเกิดขึ้น แสงสว่างแห่งธรรมจึงนำพาชีวิตเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เป็นชีวิตที่ปลอดภัยและก้าวไปบนเส้นทางแห่งความดีอย่างมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๓

โอวาท หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา หนังสือ แม่บทเดินทางข้ามวัฏสงสาร

Leave a Comment

Your email address will not be published.