๑๗. ผู้ให้..ย่อมได้รับ

ในสมัยพุทธกาล พระราชธิดาของพระเจ้าโกศล พระนามว่า “สุมนา” เมื่อทรงพระเยาว์มีพระชนม์ได้ ๗ พระชันษา ทรงทอดพระเนตรเห็นสิ่งที่เป็นอจินไตยเกิดขึ้น แต่เก็บไว้เป็นความลับ ไม่กล้าบอกใครเพราะเกรงว่า เขาจะไม่เชื่อ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อพระวิหารเชตวันสร้างเสร็จใหม่ๆ พระเจ้าโกศลทรงรับสั่งให้พระราชธิดาไปรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลังจากที่ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบูชาด้วยของหอมและดอกไม้แล้ว ประทับนั่งในที่อันควรแล้ว จึงตรัสเล่าถึงเรื่องที่ทรงสงสัยว่า “หม่อมฉันเห็นเด็ก ๒ คน เพิ่งเกิดใหม่ คนหนึ่งนอนอยู่ในเปลทอง อีกคนหนึ่งนอนที่พื้นใกล้ๆ กัน

เด็กที่นอนในเปลทองเป็นน้องชายของหม่อมฉัน ได้คุยกับเด็กที่นอนบนพื้นซึ่งเป็นลูกของหญิงรับใช้ว่า

“เห็นไหม ท่านไม่เชื่อคำชักชวนของเราว่า ให้ทำทานตั้งแต่ชาติที่แล้ว ถ้าทำทานก็จะได้เกิดในอู่ทอง แล้วก็มีสมบัติใหญ่อย่างนี้” เด็กชายที่นอนที่พื้นบอกว่า“ถึงจะร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองแค่ไหน มันก็เป็นแค่ธาตุดินน้ำลมไฟเท่านั้น ไม่เห็นว่าจะสำคัญอย่างไร จะได้นอนเปลทอง หรือว่านอนบนพื้นมันก็เหมือนกัน” เด็กชาย ๒ คน คุยกันตั้งแต่เกิด พระนางสุมนา ซึ่งตอนนั้นมีวัยเพียง ๗ ขวบ จึงไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง และได้นำมาตรัสถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงยืนยันว่า สิ่งที่เธอเห็นเป็นจริงอย่างนั้น

พระนางสุมนาจึงกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อว่า “คน ๒ คน มีศรัทธา มีศีล มีปัญญาเสมอกัน คนหนึ่งให้ทาน อีกคนหนึ่งไม่ให้ทาน คนทั้งสองจะแตกต่างกันอย่างไร” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ย่อมได้รับสิ่งอันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ทั้งอายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย”

ผู้ให้ทานเวลาไปเกิดเป็นเทวดา ย่อมได้รับของที่เป็นทิพย์อันเลิศกว่าผู้ไม่ให้ ๕ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย อายุจะยืนกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ทาน วรรณะ ก็คือ รัศมี ผู้ให้ก็จะเป็นเทวดาที่รัศมีสว่างกว่าเทวดาที่ไม่ได้ให้ จะมีความสุขมากกว่า มียศใหญ่กว่า มีอธิปไตย คือ มีความเป็นใหญ่ มีบริวารมากกว่า ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ เมื่อตายแล้วไปอยู่บนสวรรค์จะแตกต่างกันอย่างนี้

และเมื่อลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะแตกต่างกันโดยเหตุ ๕ ประการนี้ นั่นคือ ตอนเป็นมนุษย์ จะแตกต่างกันที่อายุ ผิวพรรณวรรณะ ความสุข ยศ และความเป็นใหญ่ และแม้ออกบวชแล้ว ก็แตกต่างกันโดยธรรม ๕ ประการนั้นเช่นเดียวกัน

มีพระอรหันต์รูปหนึ่ง ไม่เคยทำทานเลย ได้แต่รักษาศีลและเจริญภาวนาเรื่อยมา ในชาติสุดท้าย เกิดมาก็อดๆ อยากๆ แม้บวชเป็นบรรพชิตแล้วก็ยังบิณฑบาตได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นแม้เป็นบรรพชิตเหมือนกัน แต่ผู้ให้กับผู้ไม่ให้ก็แตกต่างกันด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และอธิปไตย แต่การบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นไม่แตกต่างกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้ให้จะร่ำรวย สมบูรณ์ มีความสุขสบายกว่าผู้ที่ไม่ให้ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นชาวสวรรค์ ไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นพระก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงควรหมั่นทำทานบ่อยๆ เราจะได้สร้างบารมีอย่างสะดวกสบายไปทุกภพทุกชาติ

หลวงพ่อมีความปลื้มปีติใจที่เห็นลูกทั้งหลายต่างขวนขวายในการสร้างมหาทานบารมี เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ทีเดียว เพราะการเข้าแถวกันสร้างมหาทานบารมี ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เลย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีงาม ลูกทุกคนได้ใช้ชีวิตในกายมนุษย์ให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมีอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นตลอดเส้นทางแห่งการเดินทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรมของลูกทุกคนจะสมบูรณ์ในทุกสิ่งตลอดเวลาเรื่อยไปจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม จะได้ที่สุดแห่งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ที่สุดแห่งรูปสมบัติ คือ จะได้กายมหาบุรุษ แล้วก็มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ไว้ใช้สร้างบารมีจนอิ่มใจ เราจะมีคุณสมบัติสมบูรณ์ทั้งวิชชาและจรณะ ดังนั้นให้พยายามสร้างบารมีกันให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดตอนเลย สายบุญสายสมบัติจะได้ต่อเนื่องกันไป

๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://www.dhamma01.com/book/90
ต้นฉบับ หนังสือ เล่ม 1 สิ่งที่ต้องสั่งสมคือบุญกุศล

กลับสู่
สารบัญ หนังสือคำสอนครูไม่ใหญ่

Leave a Comment

Your email address will not be published.