ภาระ หน้าที่ และเป้าหมายของสมณะ

๓. ภาระ หน้าที่ และเป้าหมายของสมณะ

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ทั้งพระทั้งเณรออกบวชเพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร เห็นว่าชีวิตมีทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นคนชั้นสูง เป็นพระราชามหากษัตริย์ รัชทายาท ก็มีทุกข์ ทุกข์แบบชนชั้นสูง เกิดมาเป็นชนชั้นกลาง ก็มีทุกข์แบบชนชั้นกลาง เกิดเป็นชนชั้นล่าง ก็มีทุกข์แบบชนชั้นล่าง ไม่มีใครที่มีความสุขเลย ดูเผิน ๆ เหมือนมีความสุข แต่จริง ๆ แล้ว ทุกคนมีชีวิตแบบหน้าชื่นอกตรม มีทุกข์ภายในไม่รู้จะไปบอกใคร บอกใครก็อายเขา หรือเขาก็มีทุกข์เหมือนกัน เราบอกเขา เดี๋ยวเขาก็บอกเราบ้าง ถ้าต่างคนต่างบอกก็กลุ้มเหมือนกัน จึงต้องหน้าชื่นอกตรมกันไป

เพราะฉะนั้นจึงออกจากฆราวาส แล้วก็มาสมัครเป็นนักบวชอาชีพ เป็นบรรพชิต ปลงผม ปลงหนวด ปลงเครา ละทิ้งเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ละทิ้งธุรกิจการงานแบบฆราวาส ออกบวชมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีแค่อัฐบริขาร มีของเพียง ๘ อย่าง เลี้ยงสังขารด้วยอาหารของสาธุชน กับเป้าหมายของชีวิตที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง แล้วก็ประสบความสำเร็จในการเป็นนักบวช ได้บรรลุวิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ เรียนวิชชาตาทิพย์ หูทิพย์ มีฤทธิ์ทางใจ แสดงอิทธิวิธีได้ ทำกิเลสอาสวะให้สิ้น ระลึกชาติได้ รู้เรื่องกฎแห่งกรรม เหาะเหินเดินอากาศได้ พึ่งตัวเองได้ไม่ต้องพึ่งเครื่องยนต์ ไม่ต้องใช้ไฮเทคโนโลยี แต่ใช้ซุปเปอร์ไฮเทค ประหยัดกว่าเยอะไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่มีมลภาวะ เคลื่อนย้ายตัวเองได้ ไปได้ในอากาศเหมือนนก ดำน้ำได้ ดำดินได้เหมือนดำน้ำ หรือเดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นดิน

วิชชาของนักบวชสมัยก่อนเขาเรียนกันอย่างนี้ แล้วก็ปลีกตัวไปแสวงหาที่วิเวก ตามป่า ตามเขา ห้วย หนอง คลอง บึง เรือนว่าง โคนไม้ ลอมฟาง เพื่อไปปฏิบัติธรรมฝึกใจให้หยุดให้นิ่งแล้วก็ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน นั่นคือ ต้นแบบของพระที่แท้จริง ซึ่งในยุคสมัยพุทธกาลเขาทำกันอย่างนี้ และนักบวชในสมัยนั้น มีทุกชนชั้นเลย ตั้งแต่พะราชามหากษัตริย์ จนกระทั่งถึงชนชั้นกรรมาชีพที่ใช้แรงงาน น่าทึ่งน่าอัศจรรย์ว่า ทำไมราชสมบัติ หรือสมบัติทางโลกที่เขาแสวงหากัน แต่ผู้ไปถึงตรงนั้นแล้ว กลับเห็นว่า ไม่มีอะไรแล้วก็คืนสู่สามัญ มาแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐกว่า คือ พระนิพพาน

ส่วนญาติโยมสมัยพุทธกาลก็ทำทั้งธุรกิจกับจิตใจไปด้วยกัน กลางวันทำมาหากิน ทำมาค้าขาย ตอนเย็นก็เข้าวัดฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอริยสาวกบ้าง มือก็ถือดอกไม้เทียนธูป น้ำปานะไปถวาย ทำอย่างไรเราจึงจะย้อนกลับไปอย่างในสมัยพุทธกาลได้ กลางวันไปทำมาหากิน กลางคืนก็มาฟังธรรม มาเรียนรู้เรื่องนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ เรียนกันอย่างนี้จึงจะถูกหลักวิชชา ถูกต้นแบบในสมัยพุทธกาล

แต่ว่าในปัจจุบันนี้ เมื่อพระพุทธศาสนาผ่านมาได้ ๒,๕๐๐ กว่าปี มีการแข่งขันเรื่องเศรษฐกิจกันมาก คนก็เริ่มห่างเหินจากธรรมะ มุ่งแต่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แม้แต่นักบวชก็เริ่มห่างเหินจากเป้าหมายที่จะทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะฉะนั้นญาติโยมเข้าวัดก็ไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรนอกจากเลี้ยงพระ เพราะไม่ได้ฟังคำสอนเลย พระก็ไม่รู้จะสอนอะไร พระไตรปิฎกมีอยู่ในตู้ก็ไม่ได้หยิบมาอ่าน

นานวันเข้าญาติโยมก็เริ่มห่างวัด และก็เริ่มกะเกณฑ์ให้วัดเอาดีแบบฆราวาส บ้างก็ว่าพระไม่ได้ช่วยทางเศรษฐกิจ ไม่ช่วยเรื่องการผลิต พระไม่ได้มีครอบครัวและก็ไม่ได้มีเป้าหมายอย่างนั้น แต่ถ้าพูดกันตามความจริงแล้ว พระก็ช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม คือ แนะนำญาติโยม ทำอย่างไรถึงจะรวย ก็ต้องขยันหา สอนให้รู้จักหา รู้จักใช้ รู้จักรักษา รู้จักการคบคน อะไรเป็นทางรั่วก็อุดเสีย เช่น อบายมุข ส่วนทางไหนจะได้ทรัพย์โดยสุจริตก็ทำ ที่ท่านสอนเป็นการช่วยเศรษฐกิจทางอ้อม

เท่าที่หลวงพ่อไปเห็นตามต่างจังหวัด พระทำหน้าที่ตั้งหลายอย่าง เช่น เป็นจิตแพทย์ ใครกลุ้มใครเครียดก็ไปหาพระ ในประเทศอเมริกาไปปรึกษาต้องเสียเงิน แต่นี่ฟรี ใครเซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้มก็มาคุยกัน คุยอย่างนั้น คุยอย่างนี้ สบายใจแล้วก็กลับบ้าน และเป็นแพทย์ทางเลือก เป็นหมอรักษาไข้ ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาลในการรักษาพยาบาลคนป่วย ถึงแม้จะไม่ตรงต่อหนทางพระนิพพาน แบ่งเบากันไป ใครมาหาก็ช่วย ๆ กันไป แต่จริง ๆ แล้วต้องมุ่งในการทำพระนิพพานให้แจ้ง เพราะดั้งเดิมเขาเป็นอย่างนั้น

หลวงพ่อยังสนับสนุนความคิดดั้งเดิมอยู่ เป็นคนหัวโบราณชอบอนุรักษ์ของเก่า คือ อยากให้พระยังมีมโนปณิธานมุ่งทำพระนิพพานให้แจ้ง เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา แล้วก็เรียนวิชชาในทางพระพุทธศาสนา ถ้าจะศึกษาเพิ่มเติมก็ควรจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องภาษาของแต่ละชาติ

ภาษามีกี่ภาษาในโลก เราก็เรียนกันไปเถอะ เรียนทำไม เรียนเอาไว้สื่อสาร เพื่อที่จะถ่ายทอดธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปยังชนพื้นเมืองของประเทศนั้น ๆ และก็เรียนรู้เรื่องขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณี ที่จะทำให้เขาเข้าใจและรับการถ่ายทอดธรรมะได้ดี

เรียนภาษาอังกฤษภาษาหนึ่งเป็นหลัก จากนั้นเราก็เลือกเอาแผนที่โลกมาดู เราชอบประเทศไหน หมู่ญาติของเราไปเกิดในประเทศไหน เช่น เกิดในสเปนเราก็ตั้งเป้าว่า เราจะไปสอนธรรมะที่สเปน ก็เรียนภาษาสเปนเพิ่มอีกภาษาหนึ่ง เรียนขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีของประเทศสเปน แล้วเราก็ฝึกธรรมะของเราให้ดี ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว แล้วก็ถ่ายทอดธรรมะให้เขาเป็นภาษาสเปน ถ้าพูดสเปนไม่ได้ก็ยังมีภาษาอังกฤษรองรับเอาไว้ หลวงพ่อว่า แค่นี้ก็เหลือเฟือ ศาสตร์อื่นยังนึกไม่ออกว่าจะมีประโยชน์อะไร นี่ถ้าผ่อน ๆ มา ก็น่าจะเรียนอย่างนี้

แล้วเราก็หาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กับมหาอุบาสิกาวิสาขายุคปัจจุบันนี้ ที่จะระดมทุนหนุนระดมธรรม อยากจะไปประเทศไหน ก็เอาทุนเบื้องต้นอย่างนี้สนับสนุนกันไปก่อน เดี๋ยวพระพุทธศาสนาก็เผยแผ่ไปทั่วโลก เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ชาวโลกก็จะได้เข้าถึงพระรัตนตรัย นี่น่าจะไปปักหลักกันอย่างนี้ ดีกว่าไปเรียนอย่างอื่น

และถ้าหากจะทำอย่างนี้ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เป็นสามเณร สามเณรเรียนธรรมะภายในให้ดี เรียนปริยัติให้ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยคเป็นพื้นฐาน แล้วก็เรียนประโยค ๑๐ คือ พระรัตนตรัยในตัว ศึกษาวิชชาธรรมกาย และก็เรียนภาษา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี แล้วฝึกตัวว่าทำอย่างไรจะเข้ากับเขาได้ จะได้ไปถ่ายทอดไปสอนธรรมะได้ ให้ภาษาเหมือนน้ำ ธรรมะเหมือนปลาแหวกว่ายไปในภาษาก็จะไปถึงใจเขา และก็มีผู้สนับสนุน คือ ท่านมหาเศรษฐีทั้งหลาย ฝ่ายหญิงก็เป็นวิสาขา ๒ วิสาขา ๓ วิสาขาสเปน วิสาขาฝรั่งเศสอะไรต่าง ๆ กันไป บ่น ๆ เพ้อ ๆ ไปเผื่อว่า ใคร ๆ ได้ยินได้ฟัง ถ้าหลวงพ่อตายแล้วก็ให้ทำต่อกันไป จะได้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก เขาจะได้เข้าถึงธรรม อย่างนี้คือการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา

บวชแล้วอย่าไปสึก สมัยพุทธกาลเขาบวชกันไม่ค่อยจะมีสึกกัน เพราะเห็นภัยในวัฏสงสาร แต่นี้ผ่อน ๆ ลงมาบวชกันชั่วคราว ก็อนุโลมกันไป และจริง ๆ นี่บวชชั่วคราวกันทุกรูปในโลก หลวงพ่อก็บวชชั่วคราว อยู่ไปวัน ๆ เพราะพรุ่งนี้ไม่รู้จะได้อยู่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวันที่ผ่านไป ให้ผ่านไปด้วยการเป็นพระแท้ เณรแท้ คิดแบบพระ ทำแบบพระ และพูดแบบพระ บุญกุศลก็จะได้เกิดขึ้น นี่ก็ฝากลูกพระลูกเณรเอาไว้
วันพุธที่ ๒๓ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

โอวาท หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)
ที่มา
ชีวิตสมณะ..ที่สุดของชีวิตในสังสารวัฏ
www.dhamma01.com/book/7
๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖

Leave a Comment

Your email address will not be published.