สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๓ (ปัญหาจอมเทพ)

สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๓ (ปัญหาจอมเทพ)

โลกมนุษย์ เป็นโลกแห่งการสร้างบารมี เป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถใช้สร้างบารมีได้อย่างเต็มที่ แต่ก็มีไม่มากนักที่จะรู้เป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ มีเพียงเหล่าบัณฑิตนักปราชญ์เท่านั้น ที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท ซึ่งการเกิดมาในภพชาตินี้ของมนุษย์ทุกๆ คน เกิดมาเพื่อสร้างบารมี และต้องใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ผ่านไปอย่างมีคุณค่า เหมือนชีวิตของพระบรมโพธิสัตว์ ที่ท่านเกิดมาสร้างบารมีเพียงอย่างเดียว  ดังนั้น ให้เราตั้งใจเดินตามรอยบาทของพระองค์ และเหล่าพระอริยเจ้าทั้งหลายให้ได้

มีวาระแห่งภาษิตใน สักกปัญหสูตร ความว่า

“ก็ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยังหมู่ชนให้ข้ามพ้นวิจิกิจฉาในกาลใด ในกาลนั้น ข้าพระองค์ปราศจากความกลัว ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้ ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ขจัดเสียซึ่งลูกศร คือ ตัณหา ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบ ผู้กล้าหาญ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์”

นี่เป็นคำกล่าวของท้าวสักกะจอมเทพ ผู้เป็นใหญ่ในดาวดึงสเทวโลก ซึ่งกล่าวออกมาด้วยความเคารพ และศรัทธาเชื่อมั่นในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะท่านตระหนักดีว่า พระบรมศาสดาทรงเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ใครก็ตามที่มาอยู่ต่อหน้าพระบรมศาสดาแล้ว จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย และบังเกิดความเชื่อมั่นในพุทธานุภาพของพระองค์ ท้าวสักกะจึงได้กล่าวสรรเสริญคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นนั้น

ตอนที่แล้ว ได้นำเรื่องราวที่บังเกิดขึ้น ถึงตอนที่ท้าวสักกะเข้ามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับโคปกเทพบุตร ที่เคยเกิดเป็นอุบาสิกาในสกุลศากยวงศ์ และอดีตพระภิกษุ ๓ รูป ที่ได้มาบังเกิดเป็นคนธรรพ์ โคปกเทพบุตรได้เล่าเรื่องราวการสร้างบุญของตนถวายพระศาสดา และถ้อยคำที่ตนเองได้กล่าวตักเตือนอดีตพระภิกษุทั้งสาม จนทำให้สองท่านเกิดความสังเวช บำเพ็ญเพียรจนบรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี ได้เข้าถึงพรหมโลก

โคปกเทพบุตรได้ทูลพระศาสดาต่อไปว่า “ขอเดชะ พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชนประทับอยู่ในมนุษยโลก บุตรของพระองค์ทั้งสามเป็นผู้ประมาท ถูกข้าพระองค์ตักเตือนแล้ว กลับได้สติ ท่านหนึ่งอยู่ในที่นี้ยังอยู่ในหมู่แห่งคนธรรพ์ อีก ๒ ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี บรรลุคุณวิเศษแล้วได้เข้าถึงหมู่พรหมชั้นปุโรหิต”

ถึงตรงนี้ท้าวสักกะรีบทูลเข้าเรื่องว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ข้าพระองค์ทั้งหลายมาแล้ว เพื่อต้องการบรรลุธรรมนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทานวโรกาส พวกข้าพระองค์จะขอทูลถามปัญหา”

พระผู้มีพระภาคเจ้าดำริว่า  “ท้าวสักกะมาในวันนี้ จักถามปัญหาที่ประกอบด้วยประโยชน์ เราจักพยากรณ์ปัญหาแก่ท้าวเธอ ท้าวเธอก็จักทรงรู้ทั่วถึงปัญหานั้นได้ฉับพลันทันที” จึงตรัสว่า “มหาบพิตร หากพระองค์มีข้อสงสัยประการใด ขอพระองค์จงถามปัญหาเถิด อาตมภาพจะแก้ปัญหาของพระองค์ จะทำให้พระองค์สิ้นความสงสัยในบัดดล”

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ และสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมาก มีอะไรเป็นเครื่องผูกพัน เขาเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีความคับแค้นใจ มีความหวังอยู่ว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรเป็นต้น แต่ไฉนยังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีข้าศึก มีความคับแค้นใจ เป็นไปกับด้วยเวรอยู่อีกเล่า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์ว่า “ขอถวายพระพร มหาบพิตร  เหล่าเทวดา มนุษย์ อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ และสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมาก มีความริษยา และความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพัน เขาเหล่านั้นเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีข้าศึก ไม่มีความคับแค้นใจ หวังอยู่ว่า ขอเราจงเป็นผู้ไม่มีเวร เป็นต้น แต่ก็ยังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีข้าศึก มีความคับแค้นใจ เป็นไปกับด้วยเวรอยู่”

ท้าวสักกะได้ฟังดังนั้น ทรงมีพระหฤทัยชื่นชม เพลิดเพลินอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อพยากรณ์นั้นแจ่มแจ้งจริงหนอ ข้าพระองค์หมดความสงสัยที่จะพึงกล่าวแล้ว เพราะได้สดับปัญหาพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ยังอยากจะทราบต่อว่า ความริษยา และความตระหนี่มีอะไรเป็นเค้ามูลให้เกิด มีอะไรเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นแดนเกิด  เมื่ออะไรยังมีอยู่ ความริษยา และความตระหนี่จึงมี และเมื่ออะไรไม่มีอยู่ ความริษยา และความตระหนี่จึงจะไม่มี พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “มหาบพิตร ความริษยา และความตระหนี่มีอารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รักเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด  เมื่ออารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รักยังมีอยู่ ความริษยา และความตระหนี่ก็ยังมี  เมื่ออารมณ์นั้นไม่มี ความริษยา และความตระหนี่ก็ไม่มี”

ท้าวสักกะทูลถามต่อว่า “แล้วอารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รัก มีอะไรเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด  เมื่ออะไรยังมีอยู่ อารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รักจึงมี  เมื่ออะไรไม่มีอยู่ อารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รักจึงไม่มี พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “อารมณ์อันเป็นที่รัก และไม่เป็นที่รัก มีฉันทะเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อเกิด เป็นเหตุเกิด และเป็นแดนเกิด หากฉันทะยังมี อารมณ์นั้นย่อมมี  เมื่อไม่มีฉันทะ อารมณ์นั้นก็ไม่มี” ท้าวสักกะทูลต่อไปว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วฉันทะความพอใจ มีอะไรเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อเกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด  เมื่ออะไรยังมีอยู่ ฉันทะจึงมี  เมื่ออะไรไม่มี ฉันทะจึงไม่มี พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “ฉันทะมีวิตกความตรึกเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อเกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด  เมื่อวิตกยังมีอยู่ ฉันทะย่อมมี  เมื่อไม่มี ฉันทะย่อมไม่มี
ท้าวสักกะถามต่อว่า “แล้ววิตกล่ะพระเจ้าข้า มีอะไรเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อเกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด เมื่ออะไรยังมีอยู่ วิตกจึงมี  เมื่ออะไรไม่มี วิตกจึงไม่มี”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “ดูก่อนท้าววาสวะ วิตกมีส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรม ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเป็นเค้ามูล เป็นเครื่องก่อเกิด เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด  เมื่อส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรมยังมีอยู่ วิตกย่อมมี  เมื่อไม่มี วิตกย่อมไม่มี”

ท้าวสักกะทูลถามต่อว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ภิกษุปฏิบัติอย่างไร ทำตัวอย่างไรจึงชื่อว่า เป็นผู้ดำเนินปฏิปทาอันสมควร และให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรมเล่า พระเจ้าข้า”

พระศาสดาตรัสตอบว่า “มหาบพิตร อาตมภาพกล่าวโดยโสมนัส โทมนัส และอุเบกขาส่วนละสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าวหมายถึง ข้อความดังว่ามา และที่กล่าวอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ขอพระองค์ทรงสดับให้ดี โสมนัสทั้ง ๒ อย่าง บุคคลรู้ว่า  เมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่แล้ว อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อม โสมนัสนั้นไม่ควรเสพ แต่ถ้าเสพโสมนัสใดแล้วกุศลธรรมย่อมเจริญมาก โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ มหาบพิตร โสมนัสที่เกิดขึ้นเมื่อเข้าถึงปฐมฌาน ยังมีวิตกวิจาร โสมนัสที่ไม่มีวิตก วิจาร จะประณีตกว่า อาตมภาพกล่าวโสมนัสทั้งสองว่า ควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี แม้โทมนัส และอุเบกขา ก็มีลักษณะเหมือนกัน ขอถวายพระพร ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้แหละ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินปฏิปทาอันสมควร และปฏิบัติให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม”

ท้าวสักกะจอมเทพได้ฟังพยากรณ์เช่นนั้นก็เกิดปีติ มีพระหฤทัยชื่นชมเพลิดเพลินอนุโมทนาภาษิตแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นอย่างที่พระองค์ตรัสโดยแท้ ข้าพระองค์หมดข้อสงสัยในปัญหาที่จะกล่าว เพราะได้สดับปัญหาพยากรณ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า”

เรื่องราวของท้าวสักกะยังไม่จบเพียงเท่านี้ ท่านยังมีปัญหาถามพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกหลายข้อ เราจะได้รับความรู้อีกหลายอย่าง ซึ่งจะนำมากล่าวในตอนต่อไป

*มก.สักกปัญหสูตร เล่ม ๑๔ หน้า ๑๓๒

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/9000
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.