สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๒ (โคปกเทพบุตร)

สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๒ (โคปกเทพบุตร)

การปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนา เป็นกรณียกิจ คือ กิจที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นกิจหลักที่จะนำพาทุกๆ คน ให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง คือ พระรัตนตรัยหรือพระธรรมกายนั่นเอง ธรรมกายนี้เป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา เป็นที่รวมแห่งความบริสุทธิ์ ที่มีแต่สุขล้วนๆไม่มีทุกข์เจือปนเลย เป็นแหล่งแห่งมหาสติ และมหาปัญญา ที่เมื่อเข้าถึงแล้ว ชีวิตจะมีแต่ความสุขตลอดเส้นทาง การที่จะเข้าถึงจุดแห่งความสุข และความบริสุทธิ์นี้ได้ ต้องหมั่นปฏิบัติธรรม ทำใจหยุดใจนิ่งกันให้ได้ตลอดเวลา

มีวาระพระบาลีใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ความว่า
“อกุศลกรรม อันบุคคลใดตัดขาดแล้ว ถอนขึ้น ทำให้มีรากขาดแล้ว บุคคลนั้นแล ย่อมบรรลุสมาธิ ทั้งในกลางวัน และกลางคืน”

การบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของการเกิดในสังสารวัฏ ผู้ที่เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลายจึงเห็นคุณค่า และไม่ประมาทในการสั่งสมบุญ  เมื่อบุญในตัวเพิ่มพูนมากขึ้น ในไม่ช้าย่อมกำจัดกิเลสอาสวะทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้  และเมื่อใดที่เรามีบุญบารมีเต็มเปี่ยม สามารถดำเนินจิตเข้าสู่กลางภายในได้ เราจะเข้าถึงความสุขที่เกิดจากสมาธิ ทั้งกลางวันและกลางคืน

เมื่อคราวที่แล้ว ได้นำเรื่องราวของท้าวสักกะจอมเทพ ที่บุญในตัวของท่านใกล้จะหมด ใกล้จะสิ้นอายุขัย แต่พระองค์เป็นผู้ที่มีปัญญา หาหนทางที่จะพลิกสถานการณ์ว่า  เมื่อบุญในตัวใกล้จะหมด อายุขัยจะสิ้น ต้องรีบเพิ่มเติมบุญให้กับตนเอง อายุจะได้ยั่งยืนยาวต่อไป จึงลงมาจากเทวโลก ตั้งใจจะมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อมาถึงได้ส่งปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรเข้าไปทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน เพื่อให้พระศาสดาทรงทราบล่วงหน้า

เมื่อปัญจสิขะไปแล้ว ได้ร้องเพลงที่ตนเองแต่งไว้เมื่อครั้งที่พระศาสดาตรัสรู้ใหม่ๆ  ซึ่งมีเนื้อความเกี่ยวเนื่องกับการสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และความในใจที่ตนเองหลงรัก นางสุริยวัจฉสา ธิดาของท้าวติมพรุ

พระศาสดาทรงได้สดับก็ตรัสถามว่า “เพลงที่ร้องนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร และเมื่อร้องให้นางสุริยวัจฉสาฟัง นางรู้สึกอย่างไร”

ปัญจสิขะทูลตอบว่า “นางได้กล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ฉันไม่เคยได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์เลย เพียงแต่ เมื่อฉันอยู่ในเทวสภาสุธรรมา ได้สดับพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยิ่งบังเกิดความเลื่อมใส มีใจระลึกนึกถึงพระองค์ และในใจฉันก็มีเทพบุตรในดวงใจแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้พบกับนาง และได้สนทนาเพียงเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้คุยกันอีกเลยพระเจ้าข้า”

ขณะที่ปัญจสิขะทูลตอบพระผู้มีพระภาคเจ้า ท้าวสักกะผู้จอมเทพทรงปริวิตกว่า ปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรและพระผู้มีพระภาคเจ้าได้สนทนากันอย่างเพลิดเพลิน เกรงจะลืมเรื่องที่ให้ไปทำ จึงทรงเรียกปัญจสิขะพลางตรัสว่า

“พ่อปัญจสิขะ ท่านจงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแทนเราและทูลว่า ท้าวสักกะพร้อมด้วยหมู่ทวยเทพและบริวาร ขอถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า

ปัญจสิขคนธรรพเทพบุตรรับสนองเทวโองการแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าตามเทพบัญชา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ปัญจสิขะ ขอท้าวสักกะพร้อมด้วยเหล่าทวยเทพจงทรงพระสำราญตามประสงค์ อนึ่ง เทพยดา อสูร นาค ยักษ์ ครุฑ คนธรรพ์ และสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมากเป็นผู้ใคร่ต่อความสุข ก็จงมีความสุขเช่นกัน พระตถาคตตรัสเชื้อเชิญเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ด้วยอาการเช่นนี้

ท้าวสักกะจอมเทพได้ฟังดังนั้น ก็รู้ว่า พระศาสดาทรงอนุญาต จึงเสด็จเข้าไปสู่ถ้ำอินทสาลพร้อมกับหมู่ทวยเทพและปัญจสิขะ ความมืดในถ้ำก็ได้หายไป ความสว่างไสวบังเกิดขึ้นมาแทนเพราะเทวานุภาพ

ท้าวสักกะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หลีกไปเสียนาน ตั้งใจจะมาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าหลายครั้ง แต่มักมีเหตุให้คลาดเคลื่อนอยู่เสมอ

สมัยที่พระองค์ประทับอยู่ที่สลฬคันธกุฎี ใกล้กรุงสาวัตถี ข้าพระองค์ได้ไปเฝ้า แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเข้าสมาธิ นางภุชคีเทพธิดาปริจาริกาของท้าวเวสวัณมหาราช เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์ได้ยืนประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ข้าพระองค์ได้ขอให้นางกราบทูลว่า ข้าพระองค์มาขอเข้าเฝ้า นางได้บอกข้าพระองค์ว่า บัดนี้มิใช่กาล เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำลังเข้าสมาบัติอยู่ นางได้ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแทนข้าพระองค์หรือเปล่า พระพุทธเจ้าข้า

พระศาสดาตอบว่า “ขอถวายพระพร นางได้ทำตามนั้นแล้ว เรายังระลึกถึงคำของนางได้อยู่ และเราก็ออกจากสมาบัติ เพราะเสียงแห่งล้อ และดุมรถของมหาบพิตรเอง

ท้าวสักกะทูลเล่าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับว่า ในกาลที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก หมู่เทพเทวาย่อมเต็มบริบูรณ์ ข้าพระองค์อยากจะเล่าเรื่องหนึ่งถวาย ศากยธิดานามว่า โคปิกา ในกรุงกบิลพัสดุ์นี้เอง ได้เป็นผู้เลื่อมใสแล้วในพระรัตนตรัย ตั้งใจรักษาศีล นางเบื่อหน่ายสตรีเพศ ปรารถนาจะเกิดเป็นบุรุษ ละจากโลกไป ได้เกิดเป็นบุตรของข้าพระองค์ ทวยเทพในดาวดึงส์นั้น ย่อมรู้จักเธอว่า โคปกเทพบุตร

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ ๓ รูป แม้อื่นเป็นผู้ที่โคปกเทพบุตรเคยอุปัฏฐาก ละจากโลกได้เกิดในหมู่คนธรรพ์ เทพบุตรทั้งสามได้มาสู่ที่บำรุงของข้าพระองค์ โคปกเทพบุตรเห็นรัศมีของคนธรรพ์ทั้งสามนั้นก็จำได้ เมื่อรู้ว่าเคยเป็นพระภิกษุที่ตนเองเคยอุปัฏฐาก จึงได้ตักเตือนพวกเธอว่า ท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านได้รวบรวมธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้แล้ว มาสู่สุคติภูมิเช่นนี้ ไม่อายเทพทั้งหลายหรือ

เราเป็นสตรีเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รักษาศีลเป็นปกติ เบื่อหน่ายสตรีเพศปรารถนาบุรุษเพศ ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เป็นพวกกับทวยเทพชั้นดาวดึงส์ เป็นบุตรแห่งท้าวสักกะ แม้ทวยเทพชั้นนี้ย่อมรู้จักเราอย่างนี้ว่า โคปกเทพบุตร ส่วนพวกท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าแท้ๆ กลับเข้าถึงหมู่คนธรรพ์ชั้นต่ำ เราได้เห็นแล้วช่างไม่น่าดูเสียเลย

หลังจากโคปกเทพบุตรตักเตือนคนธรรพ์เหล่านั้นแล้ว เทวดา ๒ องค์ ได้คิดตรงกัน และหวนระลึกถึงเรื่องราวในหนหลัง ระลึกถึงสมณธรรม ทำให้ใจเกลี้ยงเกลา ใจหยุดนิ่งกันตรงนั้นทีเดียว กายทิพย์ก็เปลี่ยนเป็นกายพรหม เข้าถึงพรหมโลก ในชั้นพรหมปุโรหิต ส่วนอีกองค์หนึ่ง เป็นผู้เก้อยาก ยังอยู่ในชั้นกามาวจรเช่นเดิม” ท้าวสักกะตรัสคำนี้แล้ว โคปกเทพบุตรที่เดินทางมาด้วย ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าพระองค์เป็นอุบาสิกาที่พระบิดากล่าวถึงพระเจ้าข้า เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า มีความเลื่อมใสยิ่งในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ข้าพระองค์ได้เคยเห็นภิกษุที่เคยเห็นกัน ได้เข้าถึงหมู่แห่งคนธรรพ์ ภิกษุเหล่านี้ล้วนเป็นสาวกของพระองค์ ข้าพระองค์ยังได้เคยชำระเท้า ได้เลี้ยงดูด้วยข้าว และน้ำในเรือนของตน ท่านผู้เจริญเหล่านี้ ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สมควรเลยที่จะเข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำ จึงได้กล่าวตักเตือนเทพคนธรรพ์เหล่านั้น สองท่านได้สติ ทำความเพียร ณ ที่ตรงนั้น และได้ก้าวล่วงหมู่เทพชาวดาวดึงส์ไปสู่พรหมโลก ดุจช้างตัดเครื่องผูกพ้นไปได้ ปวงเทพพร้อมด้วยพระอินทร์เทวาธิราช และปชาบดีเทวราช ได้เข้าไปในสุธรรมาเทวสภา ทอดพระเนตรเห็นสองเทพบุตรแล้ว ทรงสลดพระหฤทัยถึงเหตุการณ์นั้น ข้าพระองค์คิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใด ก็ไม่ควรที่จะประมาทในการทำความเพียรพระเจ้าข้า”

จากเหตุการณ์นี้จะเห็นได้ว่า พุทธบริษัททั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ใช่ว่านักบวชจะไปสู่ปรโลกในชั้นที่สูงกว่าคฤหัสถ์เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครตั้งใจทำความดีมากกว่ากัน และมีความปรารถนาสูงส่งกว่ากัน ขอให้เราอย่าประมาทในการทำความดีกันทุกคน
*มก.สักกปัญหสูตร เล่ม ๑๔ หน้า ๑๒๔

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/8982
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.