สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๑ ( ฤาจะสิ้นท้าวสักกะ )

สักกปัญหสูตร ตอนที่ ๑ (ฤาจะสิ้นท้าวสักกะ)

การที่จะดำรงภาวะของความเป็นมนุษย์ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะจะต้องดำรงตนให้รอดปลอดภัยจากอบายภูมิทั้งหลาย  เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว จึงควรประคับประคองตนเองให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี มีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งสัมมาทิฏฐิของเราจะสมบูรณ์หนักแน่นมั่นคงได้นั้น ต้องเกิดจากใจที่บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีมลทินทั้งหลายทั้งปวง ใจจะผ่องใสและบริสุทธิ์ได้ ต้องเป็นใจที่หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ตลอดเวลา จึงจะสมปรารถนา ได้ทั้งความสุขและความสำเร็จตลอดไป

มีวาระพระบาลีใน ขุททกนิกายธรรมบท ว่า
“ปุจฺฉ  วาสว  มํ  ปญฺหํ  ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ
ตสฺส ตสฺเสว ปญฺหสฺส  อหํ อนฺตํ กโรมิ เต
ดูก่อนท้าววาสวะ  ท่านจงถามปัญหากะเรา ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่ง ในพระหฤทัย เราจะทำที่สุดแห่งปัญหานั้นๆ แก่พระองค์”

พระดำรัสนี้ เป็นพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับท้าวสักกะจอมเทพ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปัญญาธิคุณของพระองค์ ที่พร้อมจะไขปัญหาทุกอย่าง ที่คั่งค้างอยู่ในใจของท้าวสักกะให้กระจ่างแจ้ง เรื่องราวของท้าวสักกะ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะชีวิตของจอมเทพชั้นดาวดึงส์ ได้ผ่านอะไรมามากต่อมาก ในสมัยที่ท่านเป็นมนุษย์ยังสร้างบารมีอยู่  เมื่อมาอยู่ในสุคติโลกสวรรค์เป็นผู้ปกครอง จึงมีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล ตอนนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ถ้ำอินทสาล ซึ่งอยู่ระหว่างเขาเวทิยกะ ตั้งอยู่ด้านเหนือของหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อ อัมพสณฑ์ ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ สมัยนั้นมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับท้าวสักกะ ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้ว ทรงเสด็จมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง และหากมีประชุมเทวดาเพื่อฟังธรรมที่ไหน ท้าวสักกะก็จะเสด็จมาร่วมด้วย ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างประมาทเลย

วันหนึ่ง ท้าวสักกะเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า สาเหตุคือ กลัวจะจุติจากเทวโลกนั่นเอง ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่พระชนมายุของพระองค์ใกล้จะหมดลง ท้าวสักกะทรงเห็นบุพนิมิตแห่งการจุติ คือ มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้ และสมบัติต่างๆ ที่เป็นทิพย์ก็ดูเศร้าหมอง ทรงรู้ทันทีว่า บัดนี้เราจะหมดอายุขัยแล้ว

โดยปกติ  เมื่อเครื่องหมายความตายได้ปรากฏแก่เทวบุตรผู้มีบุญน้อยที่เกิดในเทวโลก ก็จะรู้สึกหวาดสะดุ้งเพราะกลัวว่า หากเราหมดบุญแล้ว เราจะได้ไปเกิดที่ไหนหนอ แต่พวกที่ได้เตรียมป้องกันภัยที่น่าสะพรึงกลัว ด้วยการทำบุญไว้มากก็จะเบาใจว่า เราอาศัยทานที่เราได้ทำ ศีลที่ได้รักษา และภาวนาที่ได้เจริญ บุญนั้นจะส่งผลให้ไปเสวยสุขสมบัติในเทวโลกชั้นสูงๆ ยิ่งๆ ขึ้นไป ก็จะไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด

ท้าวสักกเทวราชครั้นได้ทรงเห็นบุพนิมิตนั้น ทรงหวั่นพระทัยมาก เพราะสมัยเมื่อเป็นมนุษย์ ท่านได้สร้างบุญแต่ยังไม่ถูกทักขิไณยบุคคล ทรงมองดูสมบัติทั้งหมดที่ตนเองมี ตั้งแต่เทพนครที่กว้างถึง ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ปราสาทไพชยันต์สูง ๑,๐๐๐ โยชน์ สุธรรมาเทวสภา ๓๐๐ โยชน์ ต้นปาริฉัตรสูง ๑๐๐ โยชน์ แท่นบัณฑุกัมพลกว้าง ๖๐ โยชน์ นางเทพอัปสร ๒๕ โกฏิ เทพบริษัททั้งที่อยู่ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา และในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สวนนันทวัน จิตรลดาวัน มิสสกวัน และสวนปารุสกวัน ทรงกระวนกระวายว่า “บัดนี้ เราคงไม่มีสิทธิ์ที่จะครอบครองสมบัติเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว”

คิดดังนี้แล้ว ท้าวสักกะได้แต่ทอดถอนใจ แต่พยายามหาทางออกให้กับตนเองว่า ในโลกนี้จะมีใครบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ หรือมหาพรหมที่จะสามารถถอนลูกศร คือ ความโศกที่เกิดขึ้นได้ และทำให้สมบัติของเรามั่นคงต่อไปได้ เมื่อมีทุกข์ก็นึกถึงพระเป็นอันดับแรก ทรงดำริว่า มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่ทรงสามารถถอนความโศก ที่เกิดแก่จอมเทพทั้งหลายเช่นเราแม้ตั้งแสนได้ ท้าวสักกะจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ใด ทรงอยู่เมืองไหนกำลังเสวยปัจจัยของใคร กำลังทรงแสดงอมฤตธรรมแก่ใคร

เมื่อทรงตรวจตราด้วยทิพยจักษุ และทรงเห็นที่ประทับของพระศาสดา จะไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เลยก็ทรงเกรงพระทัย กลัวเป็นการรบกวน จึงได้ตรัสเรียกหมู่เทพชั้นดาวดึงส์มา ตรัสว่า
“ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ถ้ำอินทสาลระหว่างเขาเวทิยกะ ด้านเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ ชื่อ อัมพสณฑ์ ข้างทิศตะวันออกแห่งกรุงราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ถ้ากระไร เราพึงไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น หลังจากหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ได้รับสนองเทวโองการแล้ว ท้าวสักกะได้ตรัสเรียกปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรมา

ปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตร รับสนองเทวโองการแล้ว ได้ถือพิณสีเหลืองดุจผลมะตูม ตามเสด็จท้าวสักกะผู้จอมเทพไป ท้าวสักกะแวดล้อมด้วยเทพชั้นดาวดึงส์ มีปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรนำเสด็จ ได้อันตรธานจากดาวดึงสเทวโลก ไปปรากฏที่ภูเขาเวทิยกะ ด้วยเทวานุภาพ และรัศมีแห่งเทพทั้งหลาย ทำให้ภูเขาเวทิยกะสว่างไสว มีแสงรุ่งโรจน์กลบไปถึงหมู่บ้านของพราหมณ์ ชาวบ้านโดยรอบพากันกล่าวว่า

“วันนี้ภูเขาเวทิยกะได้ลุกโพลงสว่างไสวรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าพระอาทิตย์ ทำไมวันนี้ภูเขาเวทิยกะ และบ้านพราหมณ์ชื่ออัมพสณฑ์จึงสว่างไสวนัก” ต่างพากันแปลกใจแต่ก็ไม่รู้สาเหตุ บางคนก็ตกใจมีขนลุกชัน บ้างคนก็เกิดปีติ

ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสเรียกปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตร พลางรับสั่งว่า“พ่อปัญจสิขะ พระตถาคตทรงปลีกวิเวกอยู่ เธอเป็นเทพที่น่ารักน่าเอ็นดู ให้ล่วงหน้าไปทูลพระตถาคตก่อนว่า เรามาขอเข้าเฝ้า หากพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต พวกเราจะเข้าเฝ้าในภายหลัง”

ปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรได้รับสนองเทวโองการแล้ว ก็ถือพิณเข้าไปทางถ้ำอินทสาล และยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งพลางรำพึงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ไม่ไกลนักไม่ใกล้นักเพียงเท่านี้ คงจักทรงได้ยินเสียงของเรา จึงยกพิณขึ้นบรรเลง และได้ร้องเพลงขึ้นต้นที่เนื่องด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ อีกทั้งบรรเลงเพลงรักที่ตนเองชื่นชอบทำนองที่ว่า

“ดูก่อนน้องสุริยวัจฉสา พี่ขอไหว้ท้าวติมพรุผู้เป็นบิดาผู้ให้กำเนิดน้อง ผู้เป็นเทพกัลยาณี ยังความยินดีให้เกิดแก่พี่ น้องผู้มีรัศมีอันเปล่งปลั่ง เป็นที่รักของพี่ ดุจลมเป็นที่ใคร่ของผู้มีเหงื่อ ดุจน้ำเป็นที่ปรารถนาของคนผู้กระหาย ดุจธรรมเป็นที่รักของพระอรหันต์ทั้งหลาย ดุจยาเป็นที่รักของคนไข้หนัก ดุจโภชนะเป็นที่รักของคนหิว ดังนั้น ขอแม่จงช่วยดับความกลัดกลุ้มของพี่ ดุจเอาวารีดับไฟที่กำลังโพลงฉะนั้น พี่มีจิตปฏิพัทธ์ในน้อง ไม่อาจจะกลับจิตที่ปรวนแปรแล้วได้ ดุจปลาที่กลืนเบ็ด ส่วนความรักของพี่มีไม่น้อย ดุจทักษิณาอันบุคคลถวายแล้วในพระอรหันต์

แน่ะ น้องผู้งามทั่วสรรพางค์ บุญที่พี่ทำไว้ในพระอรหันต์ทั้งหลาย ขอบุญนั้นพึงอำนวยผลให้พี่กับน้องได้ร่วมรักกัน บุญที่พี่ได้ก่อสร้างไว้ในปฐพีมณฑลนี้ จงอำนวยผลให้พี่กับน้องได้ร่วมรักกัน

แน่ะ น้องสุริยวัจฉสา พี่เสาะหาน้องดุจพระสักยบุตรพุทธมุนีมีพระสติปัญญา เข้าฌานอยู่โดดเดี่ยว แสวงหาอมตธรรม ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ แห่งทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พึงประทานพรแก่พี่ไซร้ พี่ขอเลือกน้องทันที ความรักของพี่มั่นคงอย่างนี้”

เมื่อปัญจสิขคนธรรพ์เทพบุตรกล่าวเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ปัญจสิขะ เสียงพิณของเธอกลมกลืนกับเสียงเพลงขับ และเสียงเพลงก็กลมกลืนกับเสียงพิณ ปัญจสิขะคาถาเหล่านี้ เธอแต่งไว้นานหรือยัง”

ปัญจสิขทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ ประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา สมัยนั้นข้าพระองค์หลงรักนางสุริยวัจฉสา ซึ่งเป็นธิดาของท้าวติมพรุราชาแห่งคนธรรพ์ แต่นางกลับมีใจรักในบุตรแห่งมาตลีเทพสารถี ชื่อ สิขัณฑิ  เมื่อข้าพระองค์ผิดหวัง จึงได้ถือพิณเข้าไปถึงที่อยู่แห่งท้าวคนธรรพ์ และได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา” เรื่องราวระหว่างท้าวสักกะ ปัญจสิขะกับนางสุริยวัจฉสายังไม่จบเท่านี้ ขอเชิญติดตามในตอนต่อไป

*มก.สักกปัญหสูตร เล่ม ๑๔ หน้า ๑๒๑

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/8968
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.