ปัจเจกพุทธภูมิ

ปัจเจกพุทธภูมิ

หากเราท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ เราจำเป็นต้องมีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายในระหว่างการเดินทาง จะได้ท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานไร้กังวล ในทำนองเดียวกันการเดินทางไปสู่สัมปรายภพ หรือเดินทางไปสู่อายตนนิพพาน ก็จำเป็นต้องมีเสบียง คือ บุญ ไว้หล่อเลี้ยงกายและใจ บุญที่ทำไว้ดีแล้วในภพชาตินี้ จะส่งผลเป็นรูปสมบัติ คุณสมบัติและทรัพย์สมบัติในภพชาติเบื้องหน้า ทำให้เราดำรงชีวิตและสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย บุญจึงเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด สำหรับการเดินทางไกลในสังสารวัฏ ฉะนั้น เราจึงควรขวนขวายหาบุญใส่ตัวให้ได้มากที่สุด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขัคควิสาณสูตร ว่า
“ผู้หยั่งลงในความเพียรในกาลก่อนย่อมมีอานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ คือ ๑.ทำให้ได้บรรลุพระอรหัตตผลในปัจจุบัน ๒.ถ้ายังไม่ได้บรรลุพระอรหัตตผลในปัจจุบัน ย่อมให้บรรลุพระอรหัตตผลในเวลาใกล้จะตาย ๓.ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น จะเป็นเทวบุตรบรรลุพระอรหัตตผล ๔.ถ้าไม่อย่างนั้น จะเป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้ได้เร็ว ในเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕.ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ในภพสุดท้ายจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า”

อานิสงส์ ๕ ประการที่ยกขึ้นมากล่าวนี้ ปรารภเหตุที่พระอานนท์เคยได้รับฟังเหตุที่ทำให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าว่า อภินิหาร คือ การจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะสำเร็จได้ เพราะการประชุมธรรม ๘ ประการ คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การได้เห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ ความถึงพร้อมแห่งคุณ ๑ อธิการ ๑ และความพอใจ ๑

พระอานนท์สงสัยว่า “ความปรารถนาและอภินิหารของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเราก็เคยได้ยินแล้ว แต่เรายังไม่เคยได้ยินเรื่องราว การทำความปรารถนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเลย”

เมื่อมีปัญหาค้างคาใจ จึงเข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ และได้รับคำตอบว่า ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอภินิหาร ท่านหยั่งลงในความเพียรที่เคยทำไว้ในปางก่อน ก็สามารถบรรลุปัจเจกโพธิญาณ และสั่งสมบุญไว้กับพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนมามาก ถึง ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ธรรมดาว่า พระปัจเจกโพธิสัตว์  เมื่อท่านปรารถนาปัจเจกภูมิแล้ว จะได้มโนปณิธานที่พิเศษ คือ เหตุแห่งอภินิหาร ๕ อย่าง ได้แก่ ความเป็นมนุษย์ ความถึงพร้อมด้วยเพศ การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ อธิการ และความพอใจ ซึ่งรายละเอียด ได้อธิบายไว้แล้วในเรื่องเส้นทางสู่ความเป็นพุทธะ  เพราะฉะนั้น  เมื่อท่านได้ทำอภินิหารไว้ดีแล้ว ย่อมจะได้อานิสงส์ ๕ อย่าง ดังกล่าวข้างต้น

* หลวงพ่อมีตัวอย่างเกี่ยวกับอานิสงส์ของการทำอภินิหาร ๕ อย่าง ที่ทำให้ได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า พระปัจเจกโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมีมาตลอด ๒ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัป ได้บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เป็นผู้อยู่ในป่าเป็นวัตรตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี  เมื่อท่านละโลกได้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นดุสิต  ครั้นจุติจากเทวโลก ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ได้รับการเฉลิมพระนามว่า พรหมทัต   พระราชาทรงให้พี่เลี้ยง ๖๖ คนดูแล พระกุมารทรงเจริญด้วยสมบัติทุกอย่าง อีกทั้งทรงศึกษาและเป็นผู้แตกฉานในศิลปวิทยาทุกสาขา

เมื่ออายุได้ ๑๖ ชันษา พระกุมารได้อภิเษกและครองราชสมบัติ ทรงมีพระนคร ๒๐,๐๐๐ นคร ปราสาท ๒๐,๐๐๐ องค์ ช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือก ม้า ๒๐,๐๐๐ ตัว รถ ๒๐,๐๐๐ คัน ทหารเดินเท้า ๒๐,๐๐๐ นาย นางสนมและหญิงนักฟ้อน ๒๐,๐๐๐ นาง และอำมาตย์ ๒๐,๐๐๐ คน พระเจ้าพรหมทัตทรงเจริญสมาธิภาวนาควบคู่ไปกับการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง ทำให้ได้บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘

วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์กำลังประทับนั่งวินิจฉัยคดี ทรงดำริว่า เสียงช้าง ม้า และเสียงของมหาชนเป็นอุปกิเลสแก่สมาบัติ ทำให้จิตไม่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ จึงเสด็จขึ้นไปบนยอดปราสาท ประทับนั่งพิจารณาธรรมว่า เราจะเข้าสมาบัติก็ไม่อาจเข้าได้ บางครั้งสมาบัติก็เสื่อมไป บางครั้งก็ไม่ชัดเจนแจ่มใส เพราะความฟุ้งซ่านความเป็นห่วงเป็นใยในราชสมบัติ

พระราชาทรงสอนตัวเองว่า “สมณธรรมนั้นประเสริฐมากกว่านัก ความสุขในราชสมบัติเพียงเล็กน้อยแต่มีโทษมาก”

จากนั้นพระองค์ทรงมอบราชสมบัติให้อำมาตย์คนหนึ่งเป็นผู้รักษาการ ทรงสั่งให้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ตั้งใจนั่งสมาธิอยู่ตามลำพัง ไม่ให้ใครเข้ามารบกวน ยกเว้นผู้จะถวายน้ำสรงกับไม้ชำระฟัน และผู้นำพระกระยาหารไปถวายเท่านั้น

ต่อมาอำมาตย์ผู้รับมอบราชสมบัติประพฤติผิดในมเหสีของพระราชา จึงถูกเนรเทศออกจากเมือง ได้ไปอาศัยพระราชาอีกเมืองหนึ่ง ภายหลังได้ยุแหย่พระราชาเมืองนั้น ให้เข้ามาตีเมืองของพระเจ้าพรหมทัต อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลพระเจ้าพรหมทัต แต่พระองค์ตรัสห้ามว่า

“อย่าเลย พวกท่านทั้งหลาย อย่าได้ลำบากในการทำการรบเลย ให้พวกเขาเข้ามาเถิด เราจะเป็นผู้จัดการกับข้าศึกด้วยตัวเราเอง”

เมื่อกองทัพของศัตรูได้ยกเข้ามาประชิดเมือง เหล่าทหารเอกพากันอาสาออกรบป้องกันเมือง แต่พระราชาทรงตรัสห้ามเช่นเดิม เพราะพระองค์ไม่ปรารถนาจะทำร้ายผู้ใด ทรงมีจิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตายิ่งนัก

ต่อมาเมื่อข้าศึกยกทัพเข้ามาถึงในเมือง  พระราชาทรงใช้อานุภาพแห่งอภิญญาสมาบัติ ปราบข้าศึกที่เข้ามาโจมตีได้อย่างง่ายดาย และไม่ทรงทำร้ายพระราชาและเหล่าทหารฝ่ายตรงข้ามแม้แต่คนเดียว พระเจ้าพรหมทัตทรงเห็นเสนาทั้งสองฝ่าย อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ทรงดำริว่า “หยดโลหิตแม้เพียงแมลงวันตัวเล็กๆ ดื่มได้ ก็ไม่มีแก่ใคร  นั่นเป็นเพราะการตามรักษาจิตของเราคนเดียว ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุขเถิด จงอย่ามีเวร จงอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย”

ทรงทำเมตตาฌานให้เกิดขึ้น แล้วทรงทำเมตตาฌานเป็นบาท เริ่มต้นพิจารณาสังขารทั้งหลาย ในที่สุดพระองค์ก็บรรลุปัจเจกโพธิญาณ ทรงบรรลุความเป็นสยัมภูในขณะที่ประทับอยู่บนคอช้างนั่นเอง

พวกอำมาตย์กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช บัดนี้ถึงเวลาเสด็จเข้าพระนครแล้ว พระเจ้าข้า”

พระเจ้าพรหมทัตตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย เราไม่ใช่พระราชา เราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า”

พวกอำมาตย์ทูลว่า “พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ใช่อย่างนี้ ถ้าพระองค์เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ต้องเป็นผู้มีผมและหนวดยาว ๒ นิ้ว ทรงบริขาร ๘ พระองค์เป็นมหาราชของเหล่าทวยราชทั้งหลายต่างหาก พระเจ้าข้า”

พระราชาทรงเอาพระหัตถ์ขวาลูบพระเศียร ทันใดนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ได้อันตรธานไป สมณเพศได้บังเกิดขึ้นแทน เป็นผู้มีพระเกสาและพระมัสสุ ยาว ๒ นิ้ว ประกอบพร้อมด้วยบริขาร ๘ ประหนึ่งพระเถระมีพรรษา ๑๐๐  พระองค์ทรงเข้าจตุตถฌาน เหาะขึ้นจากคอช้างไปสู่เวหาส ประทับนั่งบนดอกปทุม และให้โอวาทแก่มหาชนว่า

“ท่านทั้งหลายควรวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ไม่ควรเบียดเบียนกันและกัน อนึ่งความรักที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมีในบุตรธิดาทั้งหลาย บุคคลเมื่อเกลียดชังความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบายในทิศทั้งสี่และไม่เดือดร้อน ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ครอบงำอันตรายเสียได้ ไม่สะดุ้งหวาดเสียว พึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรดเถิด”  เมื่อท่านให้โอวาทแล้ว ได้เหาะไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ตามปัจเจกพุทธประเพณี ที่ประพฤติสืบต่อกันมา

นี่เป็นเส้นทางสู่ความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า การบรรลุธรรมของท่านนั้น ไม่ได้ลำบาก เพียงแค่ได้คิดได้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร ก็สามารถบรรลุธรรมได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ท่านจะอุบัติในตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์หรือตระกูลคหบดี ที่เกิดในตระกูลชั้นล่างมีน้อยมาก  เมื่อท่านบรรลุธรรมก็จะขวนขวายน้อย คือ ไม่ขวนขวายที่จะสอนคนอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่วนพวกเรานั้นมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เป้าหมายที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม จึงจำเป็นต้องฝึกฝนอบรมตนเองทุกรูปแบบ เพื่อประโยชน์ต่อตัวเราและชาวโลก  เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องสร้างบารมีทั้ง ๓๐ ทัศให้ครบถ้วนเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จนกว่าบารมีของเราจะแก่รอบ สามารถแนะนำชาวโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎ ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมกันทุกคน

* มก. ปัจเจกพุทธาปทาน เล่ม ๗๐ หน้า ๒๘๐

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/8420
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.