บางคนมองว่าพระขี้เกียจ เอาเปรียบสังคม

มาบวชเป็นพระ ไม่ใช่ว่าหมดหนทางทำมาหากิน ไม่ใช่ด้อย
โอกาส แต่อิ่มตัวในการแสวงหาโลกิยทรัพย์ มีความปรารถนาอัน
สูงส่งอยากจะแสวงหาอริยทรัพย์ ทรัพย์ภายใน เป็นเครื่องปลื้มใจ
และมีความสุข ความสุขชนิดนี้ไม่ต้องอาศัยวัตถุจึงไม่พะรุงพะรัง
มีวัตถุแค่บริขาร ๘ เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย
สิ่งที่ท่านปรารถนา คือ อริยทรัพย์ ดังนั้นเป้าหมายการ
แสวงหาจึงต่างจากคฤหัสถ์ วิธีการแสวงหาทรัพย์ของพระจึง
แตกต่างจากฆราวาส ฆราวาสหาทรัพย์ต้องเคลื่อนไหว ต้องวิ่งเต้น
มีใต้โต๊ะ ข้างโต๊ะ บนโต๊ะ มีสารพัด แต่วิธีหาทรัพย์ภายในของพระ
ต้องหยุดนิ่งเฉย ๆ นั่งนิ่ง ๆ จะยืน จะเดิน จะนอนก็ต้องนิ่ง ๆ
ถ้าเรามองดูแบบคนที่ไม่เข้าใจก็นึกว่า พระขี้เกียจ ไม่ทำมา
หากินแบบชาวโลก ตอนเช้าตื่นขึ้นมาก็ถือบาตรไปขออาหารเขา
เลยมองตื้น ๆ แค่นั้น เราจะมองแค่ผิวเผินแค่นี้ไม่ได้ น้ำยังมีทั้ง
น้ำตื้นน้ำลึก บางทีเราเห็นน้ำตื้น ๆ พอกระโดดลงไปจมน้ำตายก็มี
เพราะมันลึก นิ่งแต่ลึก
ตอนเช้าพระไปบิณฑบาต แค่ขอแบ่งปันอาหารบ้านละคำ
ไม่ได้ทำให้บ้านนั้นยากจนเลย บ้านละคำ ๑๐ บ้านก็ ๑๐ คำ ท้องนี้
แค่ไม่กี่คำก็อิ่มแล้ว ก็แค่ให้ยังอัตภาพนี้ให้ดำรงอยู่ได้ เพื่อเอา
เรี่ยวแรงกำลังมาทำพระนิพพานให้แจ้ง
ไปบ้านไหนเขาให้ข้าวก็รับมา บ้านไหนให้ขนมก็เอา ไม่ได้
ไปเรียกร้องอะไร เมนูอาหารโยมก็เป็นคนกำหนด พระท่านไม่ได้
กำหนดว่า อันนี้ไม่เอา จะเอาข้าวผัดอเมริกัน พอไปบ้านนี้เอา
สปาเกตตี ท่านไม่ได้บอกเลย แต่ท่านไปยืนด้วยอาการสงบนิ่ง
สำรวม และก่อนจะมาบิณฑบาตท่านต้องนั่งสมาธิก่อน ให้ใจใส ๆ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัยในตัว ท่านมาเพื่อโปรดสัตว์
มาเป็นเนื้อนาบุญให้กับโยม โยมจะได้มีโอกาสให้ทาน เอาชนะ
ความตระหนี่ในใจ
การที่โยมเอามือจับอาหาร หรือถือทัพพีตักอาหารใส่ใน
บาตรพระ เหมือนโยมให้พระนะ แต่มันได้ที่โยม บุญเกิดขึ้นเป็น
อัตโนมัติ นี่อัศจรรย์ตรงนี้ ทันทีที่มือจกข้าวหรือจับทัพพีตักข้าว
ใส่บาตร พอตกถึงบาตรปั๊บ บุญเกิดขึ้นในตัวโยมแล้ว เหมือนเรา
เอานิ้วย่างไปกดสวิตซ์ไฟ แป๊ก ความสว่างเกิดขึ้น ความมืดใน
ห้องหายวับไปเลย ทันทีที่ความตระหนี่ในใจหายไป บุญก็เกิดขึ้น
สว่างวาบในตัวเราเลย เพราะฉะนั้นทำให้พระ แต่ได้ที่โยม
อย่างนี้เขาเรียกว่า พระท่านไปโปรดสัตว์
ถวายอาหารพระมื้อนั้น ไม่ได้ทำให้โยมจน แต่บุญที่
เกิดขึ้นจากการนำอาหารใส่บาตรพระ จะทำให้โยมรวย
โยมไม่รู้ตัวหรอกว่า สิ่งที่ทำเป็นบุญ “บุญธาตุ” เป็นพลัง
ดึงดูดทรัพย์ในตัวของโยม โยมจะมีพลังดึงดูดทรัพย์ นอกนั้นโยม
แค่ไปเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แค่ไปทำมาหากิน เดี๋ยวบุญก็จะดึงดูด
ทรัพย์มา มันเป็นกระแสที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เหมือน
กระแสแม่เหล็กดึงดูดเศษเหล็กให้มาติดฉะนั้น บุญในตัวที่โยมใส่
บาตรพระก็เช่นเดียวกัน จะไปดึงดูดทรัพย์มา เพราะฉะนั้นต้องใส่
บาตรพระทุกวัน อย่าใส่เฉพาะวันพระ ต้องศึกษาเอาไว้ให้ดี
พระเมื่อท่านฉันอาหารญาติโยมแล้ว มีกำลังเรี่ยวแรง ท่าน
ก็ไปทำความดี ไปรักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ศึกษาเล่าเรียน
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาไว้สอนตัวท่านเองแล้วก็
นำมาแบ่งปันสั่งสอนโยมด้วย เพราะฉะนั้นเราต่างเกื้อกูลกัน
ถ้าไม่มีท่าน เราก็อด ไม่มีนักพรต ท่านก็ไม่ได้บุญ
ไม่ได้บุญ หมายความว่า ปิดหนทางไปสู่เทวโลก เหมือน
สุภาษิตรถสองแถวรับจ้างในหมู่บ้าน ไม่มีท่านเราอด ไม่มีรถท่านเดิน
เพราะฉะนั้นเราต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
ดังนั้น ให้มองภาพพระใหม่ ท่านทำหน้าที่ที่สูงส่ง เป็นเนื้อ
นาบุญ เป็นครูสอนศีลธรรม ความเก่งโยมฝึกเอา แต่ความดีพระให้
ท่านสอนให้ทุกคนเป็นคนดี มีบุญ สอนให้สามีภรรยารักกัน
รักเดียวใจเดียว สอนให้ลูกมีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ พ่อแม่
ก็เกื้อกูลลูก ไม่ให้มีความขัดแย้งในครอบครัว ไม่ให้มีความขัดแย้ง
กับเพื่อนบ้าน ให้สันติสุขเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง ซึ่งเป็นคำสอนจาก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระท่านก็จะค่อย ๆ ทยอยสอน โยมไปฟัง
กันเถอะ เพราะฉะนั้นเราต้องเกื้อกูลกันนะ
๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

โอวาท หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)
ที่มา
คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม ๑
https://www.dhamma01.com/book/48
๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘

Leave a Comment

Your email address will not be published.