ภาพนิมิตเลื่อนลอย

เยาวชนจากโครงการ Peace Revolution :

เวลาที่เรานั่งสมาธิ
แล้วเห็นภาพนิมิตต่าง ๆ
ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่ที่ผมถาม
มักจะบอกให้ทิ้งภาพนั้นไป หรือให้ดูเฉย ๆ
แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือ
เราจะสามารถแยกความแตกต่างนั้นได้อย่างไร

หลวงพ่อ :

ที่ครูสอนสมาธิส่วนใหญ่แนะนำให้ทิ้งภาพไป เพราะ
เมื่อจิตกำลังเริ่มบริสุทธิ์ มันเพิ่งออกมาจากความไม่บริสุทธิ์ ก็จะมี
ภาพต่าง ๆ มาฉายให้เห็นมากมาย สำหรับบางคนนะ ก็ไม่ได้เป็น
อย่างนี้ทุกคน เป็นภาพนิมิตเลื่อนลอยที่เกิดจากการคลายตัวของ
ใจที่สั่งสมประสบการณ์เป็นภาพ พอถึงเวลามันก็คลายออกมา
ซึ่งก็ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรเท่าไร เพราะเป็นภาพที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น
จากสมาธิที่จิตบริสุทธิ์ แต่เพิ่งเริ่มออกจากความคิดต่าง ๆ จาก
ความสับสนวุ่นวาย ก็จะมีสารพัดภาพ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาเลากา
เหตุการณ์ต่าง ๆ ภาพนรกสวรรค์ ภาพเทพบุตร เทพธิดา ภาพโน่น
ภาพนี่เยอะแยะไปหมดเลย เมื่อภาพเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านจึงแนะนำ
ให้ทิ้งไปก่อน เพราะถ้าหากไปผูกพันกับภาพเหล่านั้นก็จะทำให้
สมาธิไม่ก้าวหน้า
ส่วนที่แนะนำให้ดูเฉย ๆ ก็เพื่อให้ใจปล่อยวาง คือดู
ไปอย่างนั้นเอง เพื่อให้เป็นทางผ่านของใจไปถึงเป้าหมาย คล้าย ๆ กับ
เราขับรถไปเชียงใหม่ หรือจะไปที่ใดที่หนึ่ง แต่ระหว่างทางมันก็เห็น
ภาพตลอด เห็นคน เห็นต้นไม้ เห็นเสาไฟฟ้า เห็นรถสวนไปมา สมมติ
ถ้าเราจอดรถแวะข้างทาง มันก็จะไปไม่ถึงที่หมาย หรือไปถึงช้า
เพราะเป้าหมายเราไม่ได้อยู่ข้างทาง หรือรถที่สวนมาหรือแซงเราไป
หรือผู้คนอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น ดังนั้นการดูเฉย ๆ คือ ดูโดยไม่ต้อง
คิดอะไร จะช่วยตรงนี้ได้
เมื่อภาพเกิดขึ้นจากใจที่เป็นสมาธิระดับหนึ่ง จนกระทั่งนำ
ไปสู่ภาพสุดท้าย เมื่อใจไปถึงตำแหน่งที่วางใจ ที่หยุดใจที่ถูกต้อง
ภาพสุดท้ายจะต้องเป็นดวงใส ๆ
ภาพสุดท้ายจะเกิดเมื่อใจหลุดจากหยาบ จะมีอาการคล้าย ๆ
ตกจากที่สูงหล่นลงมา คล้าย ๆ เรานั่งเครื่องบินแล้วตกหลุมอากาศ
วูบลงมา เป็นต้น บางคนก็ลงอย่างรวดเร็ว บางคนก็ลงเหมือน
ขนนกที่ลอยในอากาศ ซึ่งภาษาธรรมะเขาเรียกว่า อาการตกศูนย์
ตกสุญญากาศข้างใน
สิ่งที่ควรทำคือ ให้ดูเฉย ๆ จะทำให้ใจเราก้าวหน้า แล้วก็
ไปถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย มีชัยชนะ เราไม่แวะข้างทางไปเรื่อย
ที่ถามว่า แต่บางภาพน่าจะมีความหมายต่อตัวเราไม่ใช่หรือ
สมาธิ ณ ตอนนี้ ยังไม่มีความหมายอะไร นอกจากแวะข้างทาง
ยกเว้นเรายังไม่พร้อมที่จะไปถึงเป้าหมาย อยากแวะข้างทางก็ได้
เราก็แวะไปแวะมา บางคนแวะอย่างนี้มา ๒๐ ปี แวะไปแวะมา
กลับหลังหันบ้าง กลับรถหรือเลี้ยวเข้าตรอกเข้าซอกซอยอะไรไปเรื่อย
หรือลงข้างทาง ลงคู ตกข้างถนนบ้างอย่างนี้
เพราะฉะนั้น ภาพสุดท้ายต้องเป็นดวงใสที่ศูนย์กลางกาย
ฐานที่ ๗ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นที่กลางกาย เช่น จะเป็น
แสงสว่างหรือภาพอะไรในกลางแสงสว่างตรงนี้ เพราะตำแหน่งที่
ถูกต้องมีตำแหน่งเดียว คือ ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ แม้เป็นตำแหน่ง
ที่ถูกต้อง ก็ยังแนะนำให้ดูเฉย ๆ เพราะเรากำลังเริ่มฝึกทำสมาธิ
ใจให้นิ่ง ๆ ไปก่อน จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรามีการตื่นตัวภายใน จาก
สติเล็ก ๆ ก็เป็นสติใหญ่ ๆ เขาเรียกว่า มหาสติ คือมีความรู้สึกตัว
เป็นตัวของตัวเองเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก พอถึงตอนนั้นเราถึงจะแยก
ออกว่า อะไรเป็นภาพที่ถูกต้อง อะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องไปถึงที่ถูกต้อง
ตรงนั้นเสียก่อน ที่ถูกต้องมีอยู่ที่เดียวที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗
ต้องจำนะ
๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

โอวาท หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)
ที่มา
คำตอบคุณครูไม่ใหญ่ เล่ม ๑
https://www.dhamma01.com/book/48
๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Leave a Comment

Your email address will not be published.