นางรัชชุมาลา – อย่าก่อเวรอีกเลย

อย่าก่อเวรอีกเลย

ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะเราจะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสัจธรรมนำพาชีวิตให้เข้าถึงความสุข หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล ปัจจุบันนี้มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต เมื่อไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ ชีวิตจึงต้องเวียนวนอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ระทม เหมือนนาวาที่หลงทิศทางอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร แต่เมื่อได้ฟังพระสัทธรรม จึงเข้าใจความเป็นจริงของชีวิต แล้วมุ่งแสวงหาสาระอันแท้จริงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดคือพระนิพพาน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า

“ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปิถียติ
โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา

บุคคลใดละบาปที่ตนทำไว้แล้วด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นแล้วจากเมฆหมอก”

ผู้ใดทำบาปกรรมไว้ แล้วเกิดความละอายเห็นโทษเห็นภัยที่จะเกิดขึ้น จึงกลับมาทำความดี ละเว้นจากความชั่ว เลิกเบียดเบียน ไม่อาฆาตพยาบาทใคร ตั้งใจรักษาศีล อบรมจิตใจให้ผ่องแผ้ว ทำใจให้ใสจนกระทั่งเข้าถึงพระรัตนตรัย ย่อมได้รับความสุขในปัจจุบันชาตินี้ ด้วยอำนาจของพระรัตนตรัย ซึ่งทำให้จิตใจสว่างไสว ขจัดความมัวหมองในชีวิต ไม่ว่าจะเกิดเคราะห์กรรมอะไรก็ตาม ใจของผู้นั้นก็ยังมีความสุขอยู่เหนือความทุกข์ทั้งมวล เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอกแล้ว ทำให้อากาศสว่างไสวฉันนั้น

* ดังเรื่องของนางทาสีคนหนึ่ง ที่เคยทำกรรมไว้ในกาลก่อน นางเป็นคนรับใช้ของพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ต่อมาพราหมณ์รับลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ลูกสะใภ้เป็นคนมีนิสัยมักโกรธ ตอนแรกก็ยังดีอยู่ ครั้นนานวันเข้า จึงเริ่มแสดงนิสัยมักโกรธออกมา โดยชอบทุบตีด่าว่าคนรับใช้อยู่เสมอ ในบรรดาคนรับใช้ทั้งหมด นางจะกลั่นแกล้งคนรับใช้ที่ชื่อ รัชชุมาลา มากที่สุด เหมือนกับเคยผูกอาฆาตกันมาแต่ชาติปางก่อน ลูกสะใภ้มักแสดงความโกรธกับคนรับใช้อย่างไม่มีเหตุผลเสมอ

วันหนึ่ง ลูกสะใภ้นึกโกรธนางรัชชุมาลาขึ้นมา จึงจิกผมนางลากมาตบตีอย่างเต็มกำลังรุนแรง ทั้งยังเอาไม้เอาก้อนอิฐก้อนดินขว้างปานางอย่างไม่ปรานี กลั่นแกล้งทรมานจนหนำใจ จนเหนื่อยแล้วจึงปล่อยนางไป แล้วก็ลงโทษนางเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

นางรัชชุมาลาได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก นึกน้อยใจในโชควาสนาของตน ที่ต้องเกิดเป็นคนรับใช้ให้เขารังแกข่มเหง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้านายใจร้าย นางจึงเกิดความคิดขึ้นว่า เวลานายลงโทษจะจิกผมแล้วทุบตี ดังนั้น เราควรจะโกนผมทิ้งเสีย นายจะได้ไม่ต้องจิกหัวเราอีกต่อไป

นางตรงไปที่ศาลา อาบน้ำโกนผมเสียเกลี้ยงเกลา เมื่อนายสาวเห็นเข้า ยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้นไปอีก สั่งให้คนเอาเชือกมารัดศีรษะนาง แล้วจับปลายเชือกฉุดมาตบตีอีก บังคับไม่ให้แก้เชือกออก ปล่อยให้รัดศีรษะแน่นอยู่อย่างนั้น เมื่อนายสาวเกิดความโกรธขึ้นมาครั้งใด ก็จะจับปลายเชือกฉุดกระชากนางมาตบตีอย่างไม่ปรานี นางจึงได้ชื่อว่า รัชชุมาลา แปลว่าผู้มีเชือกเป็นพวงมาลัย

วันหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ในเวลาใกล้รุ่ง ได้เห็นอุปนิสัยของนางรัชชุมาลา ว่าจะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน พระองค์จึงเสด็จไปโปรด ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีสว่างไสวอยู่ทั่วบริเวณ นางรัชชุมาลาซึ่งได้รับความชอกซ้ำจากการเบียดเบียนของนายสาวอยู่ทุกๆ วัน คิดอย่างน้อยใจว่า จะมีประโยชน์อะไรกับการมีชีวิตอยู่ให้เขาทุบตี สู้ไปตายเสียดีกว่า ชาตินี้จะได้หมดกรรมเสียที นางจึงถือหม้อน้ำลงจากบ้าน ทำเหมือนจะไปตักน้ำ พอไปในระหว่างทางก็ผูกเชือกเข้ากับกิ่งไม้ ตั้งใจจะแขวนคอตายเพื่อให้พ้นทุกข์

ขณะนั้นเองนางเหลือบไปเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ใต้โคนต้นไม้ใกล้ๆ ทันทีที่เห็นพระรูปโฉมอันงดงามของพระองค์ที่ประเสริฐกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งหลาย นางจึงเกิดความปีติ และเกิดความเคารพเลื่อมใสในพระพุทธองค์อย่างไม่มีประมาณ มีความปรารถนาจะฟังธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้วาระจิตของนาง จึงตรัสเรียกนางมา แล้วได้แสดงธรรมอันไพเราะประดุจเสียงของท้าวมหาพรหม ทำให้นางดื่มด่ำในรสพระธรรม เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ผู้มีความมั่นคงในพระรัตนตรัย ไม่อาจที่ใครๆ จะทำร้ายได้ เมื่อนางกลับถึงบ้าน พราหมณ์เห็นนางมีใบหน้า ผิวพรรณวรรณะผ่องใส เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จึงถามนางว่าไปทำอะไรมา

นางได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น พราหมณ์เกิดความยินดีอนุโมทนา จึงเรียกลูกสะใภ้มา แล้วกำชับว่า “ต่อไปนี้ อย่าได้ทำร้ายนางรัชชุมาลาอีก มิฉะนั้นจะมีโทษ และให้ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี” จากนั้นพราหมณ์รีบไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลอาราธนาให้พระองค์เสด็จไปยังบ้านของตนเพื่อรับบิณฑบาต

พราหมณ์ถวายภัตตาหารอันประณีตแด่พระบรมศาสดา เมื่อเสร็จภัตกิจ พระองค์ทรงอนุโมทนา และได้ตรัสเล่าบุพกรรมของนางรัชชุมาลากับลูกสะใภ้ของพราหมณ์ว่า “เมื่อครั้งสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกสะใภ้ได้เกิดเป็นคนรับใช้ ส่วนนางรัชชุมาลาเกิดเป็นนาย และได้รังแกคนรับใช้อย่างไร้ความเมตตาปรานี จนคนรับใช้ได้รับความเจ็บปวด และเหนื่อยหน่ายต่อการกระทำนั้น จึงได้เร่งทำบุญกุศลแด่พระภิกษุสงฆ์ แล้วตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาลขอให้ได้เกิดมาเป็นนายบ้าง ด้วยผลบุญนั้นนางจึงมาเกิดเป็นลูกสะใภ้ และได้เป็นนายของนางรัชชุมาลา ทำให้นางรัชชุมาลาต้องถูกทำร้าย เพราะได้ผูกอาฆาตกันไว้”

พระองค์ทรงให้ทั้งสองเลิกจองเวรกัน และแสดงพระธรรมเทศนาโดยสมควรแก่มหาชน ทุกคนต่างมีใจผ่องแผ้วร่าเริงอาจหาญในธรรม ได้เข้าถึงไตรสรณคมน์ พากันประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ส่วนพราหมณ์รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของนางรัชชุมาลาที่เป็นเหตุให้ตนเลื่อมใสในพระรัตนตรัย จึงตอบแทนบุญคุณนางด้วยการแต่งตั้งให้เป็นธิดาคนโปรด และได้ให้การอุปการะนาง ทำให้นางมีความสุขไปจนตลอดชีวิต ส่วนลูกสะใภ้ก็เกิดความเมตตาในตัวนาง และเลิกจองเวรกันตั้งแต่นั้นมา

จากเรื่องนี้ ทำให้ได้ข้อคิดว่า เวรกรรมอย่าไปก่อกัน มีแต่จะให้โทษทั้งสองฝ่าย เราควรให้อภัยกัน ให้ความรักความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน แล้วเราจะได้รับความสุข อย่าได้ไปประมาทพลาดพลั้งทำบาปกรรมแม้แต่น้อย เพราะไม่คุ้มกับการที่เราจะต้องมาชดใช้กรรม กรรมบางอย่างพลาดนิดเดียว แต่ให้ผลเดือดร้อนไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน ไม่มีใครหนีบาปกรรมพ้น ใครทำกรรมใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น

ดังนั้น บางครั้งที่เราเจออุปสรรค อย่าท้อแท้หรือน้อยเนื้อต่ำใจ บางทีอาจถูกกลั่นแกล้งหรือขัดขวางในการทำความดี ก็อย่าได้หวั่นไหว ให้รีบทำความดียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าอุปสรรคในชีวิตจะหนักหนาสาหัสแค่ไหน อย่าไปคิดสั้นเพื่อหนีความทุกข์ มันไม่พ้นหรอก เพราะหนทางพ้นทุกข์มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือต้องเอาใจหยุดไปที่กลางกาย หยุดเข้าไปในกลางธรรมกาย เพราะฉะนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์ พ้นจากเวรกรรมทั้งหลาย ให้เอาใจหยุดนิ่งอย่างเดียว เพราะวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด อยู่ที่การทำใจหยุดใจนิ่ง ถ้าใจหยุดจะหมดปัญหา ปัญหาทั้งหลายจะสิ้นสุด เมื่อใจหยุดนิ่งเท่านั้น

* มก. เล่ม ๔๘ หน้า ๓๙๘

พระธรรมเทศนา หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)
ที่มา https://buddha.dmc.tv//ธรรมะเพื่อประชาชน/อย่าก่อเวรอีกเลย.html

CD

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *