วิธีนั่งสมาธิ ง่ายแต่ลึก ฌานกีฬา

ง่ายแต่ลึก เล่ม ๒ บทที่ ๑๐ : ฌานกีฬา

คุณพุทธเจ้าครอบฟ้า จักรวาล
ใดเล่าจักเปรียบปาน เทียบได้
แนะทางสู่นฤพาน บรมสุข
ตรึกเอกายนมรรคไว้ แน่แท้เกษมศานต์
ตะวันธรรม

          ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ หลับตาเบาๆ พอ
สบายๆ ทำใจให้เบิกบาน แช่มชื่น ให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส
หยุดใจไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ในกลางท้องของเรา เหนือ
สะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หยุดใจนิ่งๆ นุ่มๆ ละมุนละไม อย่าง
สบายๆ
          ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่ในกลางดวงใสๆ หรือตรึกนึกถึง
พระแก้วใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ในสองอย่างใจของเราจะได้กลับมาสู่ที่ตั้งดั้งเดิม ให้หยุดนิ่งๆ
เบาๆ สบายๆ ฝึกให้ติดเป็นนิสัย ให้มีความคุ้นกับศูนย์กลาง
กาย ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของพระรัตนตรัย พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ
แล้วก็สังฆรัตนะ อยู่ภายในตัวของเรา
          พุทธรัตนะ คือ พระธรรมกายใสๆ
          ธรรมรัตนะ เป็นดวงธรรมใสๆ กลมรอบตัวอยู่
ในกลางพุทธรัตนะ
          สังฆรัตนะ เป็นพระธรรมกายที่ละเอียดลงไปอีก
ระดับหนึ่งอยู่ในกลางธรรมรัตนะ
          สามอย่างนี้ เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงของพวกเรา สิ่งอื่น
ไม่ใช่ เรามาเกิดในแต่ละภพชาติก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ ต้องเข้า
ถึงพระรัตนตรัยให้ได้ พระรัตนตรัยจะได้เป็นเกราะกำบังภัย
ให้เราได้ เพราะชีวิตในสังสารวัฏ ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไรล้วนมี
ทุกข์มีภัยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีที่พึ่งของเรา ต้องหาที่
พึ่ง ต้องรู้จักที่พึ่งที่แท้จริงว่ามีเพียงเท่านี้ นอกนั้นไม่ใช่
          พระรัตนตรัยเป็นแหล่งแห่งบุญ แหล่งแห่งความบริสุทธิ์
แหล่งแห่งความรู้แจ้งที่แท้จริง และแหล่งแห่งอานุภาพอันไม่มี
ประมาณ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปแสวงหาสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย
ให้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ภัยต่างๆ เกิดขึ้นกับเราได้ตลอด
เวลา ช่วงไหนบุญเราหย่อน ภัยมันก็เยอะ ถ้าบุญเราเยอะ
ภัยมันก็หย่อน นี่เป็นหลักวิชชาของชีวิต การมีพระรัตนตรัย
เป็นที่พึ่งจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย หนักก็เป็นเบา
เบาก็หาย ถ้าตายก็ไปดี เข้าถึงก็มีความสุขทันที เป็นความสุข
ที่ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ

ค่อยๆฝึกไป

          เราต้องให้เวลาในการทำใจหยุดใจนิ่ง ควบคู่กับภารกิจ
ประจำวัน ต้องทำให้สม่ำเสมอ อย่าทำๆ หยุดๆ อย่างนั้น
ผลมันจะเกิดช้า ให้หมั่นทำสม่ำเสมอทุกวัน แม้ว่าเมื่อเวลาเรา
นั่งอาจจะฟุ้งบ้าง มืดบ้าง เมื่อยบ้าง ก็อย่าไปท้อ ให้ทำต่อไป
เรื่อยๆ
          ความมืดในใจ มันไม่มีตลอดเวลา เหมือนความมืดภายนอก
ก็เช่นเดียวกัน ก็มีอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็จะสว่าง ความมืดในใจ
เวลาเราหลับตาแล้วมืด มันก็ชั่วคราว ถ้าเรามีความเพียรและทำ
ถูกหลักวิชชาไม่ช้าความมืดนั้นก็จะค่อยๆ เจือจางลงไปเรื่อยๆ
แล้วก็ล่มสลายหายไปในที่สุด
          ดังนั้น การทำความเพียรให้ถูกหลักวิชชาจึงมีความสำคัญ
มาก ต้องให้สม่ำเสมอ อย่าให้ขาดเลยแม้แต่เพียงวันเดียวไม่ว่า
จะเจ็บ จะป่วย จะไข้ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ ให้ฝึกใจหยุดนิ่งเอา
ไว้เรื่อยๆ บางช่วงเราไม่สบาย เรานั่งไม่ไหว เราก็นอนทำ แต่
ถ้าแข็งแรงเราก็ควรจะนั่ง นั่งฝึกไปเรื่อยๆ ฝึกไป หยุดไป นิ่งไป
ให้ใจคุ้นกับศูนย์กลางกาย

เรามีบุญมาก

          พวกเรามีบุญมาก ที่มาอยู่ในยุคที่มีการฟื้นฟูวิชชาธรรมกาย
ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จากการสละ
ชีวิตของพระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายหวนคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
เรามีบุญมาก ที่ได้ยินเรื่องวิชชาธรรมกาย หรือเรื่องพระ
ธรรมกายมีอยู่ในตัวของเรา เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เป็นตัวพระ
รัตนตรัย
          เรามีบุญมาก ที่รู้ว่าท่านสถิตอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
เหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ และยิ่งไปกว่านั้น
          เรามีบุญมาก ที่รู้หลักวิชชาที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวว่า
ต้องทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ภายใน นิ่งอย่างสบาย
          “หยุดเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งเป็นพระ
อรหันต์”
          ซึ่งหลักวิชชาตรงนี้ ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดับขันธ
ปรินิพพานไปแล้ว ก่อนการบังเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณ
หลวงปู่ฯ ก็ยังไม่เคยเห็นมีใครมาสอน
          คำว่า “สมณะหยุด” มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก คำว่า
“ธรรมกาย” ก็มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ผู้ที่จะอธิบาย
ขยายความให้เข้าใจได้ง่าย และสามารถนำมาปฏิบัติได้นั้นก็
ยังไม่มี จนกระทั่งการมาเกิดขึ้นของพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ
ของเรา เพราะฉะนั้นเรามีบุญมากที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ ทุกอย่าง
เตรียมพร้อมเอาไว้ให้สำหรับเรา เหลือแต่ความเพียรแล้วก็ทำให้
ถูกหลักวิชชา ถ้าเราเห็นคุณค่า สมัครใจที่จะเข้าถึง แล้วก็ให้มี
สติ สบาย สม่ำเสมอ หมั่นสังเกต เดี๋ยวเราก็สมปรารถนา

ภัยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าประมาท

          ภัยของชีวิตไม่มีนิมิตหมาย ใครเลยจะคิดว่า ชายทะเล
ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สวยสดงดงาม อยู่บริเวณนั้นเป็นร้อย
เป็นพันปี มันก็ยังคงความสวยงามอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีอะไรเกิด
ขึ้น แต่จู่ๆ ก็เกิดสึนามิขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วนำความ
พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักให้บังเกิดขึ้น ทำให้เกิดความโศก
เศร้า เสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน นี่ก็เป็นเครื่องสอนเรา
ให้รู้ว่า ในวัฏฏะนี้มีภัยอยู่ตลอดเวลา มันจะเกิดขึ้นเมื่อไร เรา
ไม่รู้ เราเห็นแต่ว่าเกิดขึ้นกับคนอื่น มีทุกวัน แต่กับเรานี่ เราไม่รู้
เพราะฉะนั้นเพื่อความไม่ประมาท ต้องหมั่นปฏิบัติธรรมให้เข้า
ถึงพระรัตนตรัยในตัวให้ได้
          อย่าเกียจคร้านในการทำความเพียร จะต้องมีสักวันหนึ่ง
ที่เราหมดเรี่ยวแรงนอนอยู่บนเตียงคนป่วย ขยับเนื้อขยับตัว
ไม่ได้ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังสิบคนจับเราเอาไว้ ถึงตอนนั้นเรา
ต้องการที่พึ่ง เพราะตอนนั้นเรามีความทุกข์ทั้งกายใจ แต่หาก
เราไม่เตรียมตัวก่อนล่วงหน้า ถ้าจะไปเรียกร้องหาในตอนนั้น
มันก็สายเกินไป ดังนั้นต้องหมั่นปฏิบัติธรรมทุกวัน และในวัน
อาทิตย์เราก็มาชุมนุมกัน มาฝึกใจให้หยุดนิ่ง ให้ใจใสๆ

อานิสงส์การหยุดใจ

          การฝึกใจหยุดนิ่งก็เป็นบุญอย่างหนึ่งของเรา เป็นทาง
มาแห่งบุญ ถ้าใจเราหยุดนิ่งได้สนิท แสงสว่างเกิดขึ้นแวบหนึ่ง
เป็นความสว่างภายในเมื่อใจพ้นจากนิวรณ์ เหมือนพระจันทร์
พ้นจากหมู่เมฆ บุญที่เกิดขึ้นในช่วงความสว่างของใจเพียงแค่
แวบเดียว พระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ กล่าวเอาไว้ว่า มีอานิสงส์
มากกว่าสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญเสียอีก
          เราก็ลองคิดดูว่า โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ถาวรวัตถุ
เหล่านั้นจะต้องใช้ทรัพย์แค่ไหน ต้องใช้กำลังใจในการตัดความ
ตระหนี่หรือความเสียดายทรัพย์มากขนาดไหน ต้องใช้วันเวลา
ในการก่อสร้างนานแค่ไหน จะต้องแก้ปัญหาและแรงกดดันทุก
อย่างให้หมดไปจนกว่าจะสร้างเสร็จเรียบร้อยและใช้ประโยชน์
ได้ แม้อย่างนี้ก็ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าใจหยุดแค่เพียงแวบหนึ่ง
แล้วความสว่างเกิดขึ้น
          ที่อานิสงส์มากกว่านั้นเป็นเพราะว่า การสร้างถาวรวัตถุ
เหล่านั้นยังเป็นกามาวจร คือ ยังส่งผลให้เราอยู่ในภพแห่งกาม
แต่ความสว่างที่เกิดขึ้นภายในเป็นต้นทางของมรรคผลนิพพาน
เป็นทางหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จิตมีความบริสุทธิ์ มีความ
สว่างมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำทานวัตถุนะ
เพราะบุญส่งผลกันคนละอย่าง
          แต่ถ้าพูดถึงความมากกว่ากันแล้ว ความสว่างที่เกิดขึ้นจาก
ใจหยุดนี้ จะมีอานิสงส์มากกว่า แล้วหยุดประเดี๋ยวเดียว ความ
สว่างเกิดขึ้น และไม่ใช่สว่างอย่างเดียว แต่มาพร้อมกับความสุข
ที่แท้จริงที่เราไม่อาจจะแสวงหาได้จากที่ใดหรือจากวัตถุใดเลย
เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่จะได้จากการทำใจหยุดนิ่งอย่างเดียว
ด้วยตัวของเราเอง ทำแทนกันไม่ได้ และความสว่างนั้นก็เป็นต้น
ทางในการที่จะศึกษาความรู้ภายใน จะต้องผ่านภายในตัวของ
เราเพื่อไปสู่โลกกว้างอันยิ่งใหญ่ ไปสู่ความรู้เรื่องราวความเป็น
จริงของชีวิต เรื่องกฎแห่งกรรม ภพภูมิต่างๆ ในปรโลก ชีวิต
ใหม่หลังจากตายแล้ว
          ยังมีสรรพสัตว์ทั้งหลายอีกมากมายที่อยู่ตามภพภูมิต่างๆ
นอกเหนือจากที่เราเห็นด้วยตาเนื้อว่า มีมนุษย์ มีสัตว์เดรัจฉาน
เท่านั้น แต่ยังมีในภพภูมิอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งในอบาย ทั้งใน
สุคติโลกสวรรค์ หรือภพภูมิที่เกินไปกว่านั้น พรหม อรูปพรหม
กระทั่งนอกภพ ๓ ไป สูงที่สุดก็เป็นอายตนนิพพาน ล่างสุดก็
เป็นโลกันตนรก
          ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ไปรู้
ไปเห็นแล้วนำมาสั่งสอน และก็มีบันทึกเก็บเอาไว้ในพระไตรปิฎก
สิ่งเหล่านี้เราสามารถศึกษาได้จากคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า ปฏิบัติเข้าถึงได้ แล้วก็ไปรู้เห็นอย่างที่พระองค์ได้รู้เห็นเป็น
พยานในการตรัสรู้ธรรมของท่าน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม
จึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องหมั่นปฏิบัติกันทุกวัน อย่าท้อ

อย่าท้อ

          วันนี้มืด ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะมืดตลอด ดังนั้นก็หมั่นฝึก
ไป หยุดไป แล้วก็สังเกตไป เราทำถูกหลักวิชชาไหม ตั้งใจเกิน
ไปหรือเปล่า หรือว่าย่อหย่อน ปล่อยใจให้ฟุ้งฝันไปเรื่อยเปื่อย
          ทุกอย่างมันอยู่ที่เรา ในการปรับให้เข้าไปอยู่ในเส้นทาง
สายกลาง เส้นทางแห่งความพอดี เราสังเกตได้ เราสามารถ
ทำได้ ฝึกได้ แล้วก็ให้ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทั้งนั่ง นอน ยืน
เดิน ตรึกนึกถึงดวงใส หยุดอยู่กลางดวงใส หรือตรึกนึกถึงองค์
พระใสๆ หยุดอยู่ในกลางองค์พระใสๆ

อย่าสงสัย

          เมื่อถูกส่วนแล้ว มีอะไรให้ดู เราก็ดูไป ไม่ต้องสงสัย หรือคิด
ว่าสิ่งที่เราเห็นขึ้นมาเราคิดไปเอง หรือว่าเป็นของจริงอะไร มักมี
หลายๆ ท่านคิดอย่างนี้ ซึ่งจะทำให้ใจถอนออกมาหยาบ เพราะ
การที่เราเห็นภาพเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพอะไร ก็เป็นสัญญาณ
ว่าเราทำถูกต้องระดับหนึ่งแล้ว ใจหยุดในระดับสมาธิอ่อนๆ
ที่เขาเรียกว่า ขณิกสมาธิ ภาพพระเริ่มปรากฏ ซึ่งมันก็เป็นเหมือน
ภาพทิวทัศน์ ที่เวลาเรานั่งรถไปก็จะเห็นสองข้างทาง ข้างหน้า
บ้าง ข้างหลังบ้าง จะเป็นภาพนิมิตเลื่อนลอย หรือภาพอะไร
ก็แล้วแต่ ให้เราดูเฉยๆ เหมือนเราดูทิวทัศน์ โดยปราศจาก
ความคิด เดี๋ยวสิ่งเหล่านั้นก็จะค่อยๆ นำใจเราเข้าไปสู่ภายใน
          ถ้าเรามองเฉยๆ มองไป ดูไป ภาพนั้นก็จะเปลี่ยนไป
เรื่อยๆ ถ้าเราเฉย แต่เราไม่เฉย ยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นจริงเป็นจัง
มันก็จะหยุดอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราเฉยๆ ไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่นถือมั่น
ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เปลี่ยนไปจนกระทั่งจะไปหยุดอยู่ตรงดวงใสๆ กลมรอบตัว
          อย่างเล็กก็ขนาดดวงดาวในอากาศ
          อย่างกลางก็ขนาดพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ
          อย่างใหญ่ก็ขนาดพระอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
          นั่นแหละปฐมมรรค หนทางเบื้องต้นที่จะไปสู่อายตน
นิพพาน เป็นต้นทางของพระนิพพาน ถ้าได้เข้าถึง ณ ตรงนี้ ก็
เป็นเครื่องยืนยันว่า เราต้องไปถึงอายตนนิพพานแน่นอน อย่าง
น้อยก็เห็นกายในกาย แล้วก็เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว เพราะ
ฉะนั้นภาพอะไรเกิดขึ้น เราก็ดูไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ โดย
ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น
          หรือบางท่านนึกนิมิตองค์พระแทนดวงใสๆ ภาพองค์
พระที่เห็นใหม่ๆ ก็จะเป็นภาพองค์พระที่เราคุ้นเคย ที่ทำด้วย
วัสดุต่างๆ ยังไม่มีความใกล้เคียงกับลักษณะมหาบุรุษ สวยแต่
ว่ายังไม่ถึงที่สุด หรือคล้ายๆ ที่เราเคยเห็น
          เห็นในระดับนี้ เราก็ไม่ต้องนึกว่า เอ๊ะ! นี่เราคิดไปเอง หรือ
เราเห็น ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าใช่ ความรู้สึกที่มีคำถามจะไม่มี เมื่อเรา
ดูองค์พระที่ลักษณะยังไม่สมบูรณ์ ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวท่านก็จะ
เปลี่ยนแปลงไปเอง ไปถึงจุดแห่งความสมบูรณ์ เราก็หยุดนิ่ง
แล้วภาพนั้นจะปรากฏเกิดขึ้น พร้อมกับความสงสัยที่จะหายไป

          เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกายจริงๆ ความ
สงสัยมันจะหมดไปว่า คิดไปเองหรือเห็นจริงๆ
แต่ถ้ายังมีความคิดอยู่ ก็เป็นเครื่องวัดว่า เรา
กำลังเดินทางเข้าไปสู่ภายใน เพราะฉะนั้นเรา
ก็ดูไปเฉยๆ ดูไปอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องคิด
อะไรทั้งสิ้นดูไปเรื่อยๆ

          เราจะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมนี้ ถ้ารู้หลักวิชชาแล้วก็ไม่ได้
ยากมาก มันเหมือนเส้นผมบังภูเขา พอเราเขี่ยเส้นผมออกก็จะ
เห็นภูเขา นี่ก็เหมือนกัน เมื่อเราเขี่ยความไม่รู้ออกไป ก็จะเห็น
สิ่งเหล่านี้ขึ้นมา
          แล้วภาพทางใจเวลาเห็น มันจะค่อยๆ ชัด มันยังชัดไม่
มาก เพราะฉะนั้นเราจะไปเร่งแค่ไหน จะให้มันชัดดังใจ มันทำ
ไม่ได้ เหมือนลูกไก่ในกระเปาะไข่ ถ้าไม่ถึงเวลามันก็ไม่เจาะ
กระเปาะไข่ออกมาเป็นลูกเจี๊ยบ ต้องถึงกำหนดเวลาของมัน
เพราะฉะนั้นเราก็ดูไปเรื่อยๆ สบายๆ เท่าที่มีมาให้ดู
          มีมืดให้ดู เราก็ดูมืด มีภาพคุ่มๆ ค่ำๆ ให้ดู เราก็ดูไป ดู
ไปอย่างสบายๆ การที่ดูสบายๆ เฉยๆ นั่นแหละใจจะหยุด
จะนิ่งเอง ใจจะค่อยๆ นิ่งนุ่ม มีความสุข สบายกาย สบายใจ
ไม่ปวด ไม่เมื่อย ไม่มืด ก็ดูไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะค่อยๆ ชัด
ขึ้น จะชัดขึ้นมาแค่ไหนเราก็ดูเฉยๆ อย่าไปลุ้น ไปเร่ง ไปเพ่ง
ไปจ้อง ดูเฉยๆ หยุดอย่างเดียว ยิ่งเรานิ่งมาก ภาพก็จะยิ่งชัด
มาก
          ยิ่งหยุดยิ่งนิ่งก็ยิ่งชัดมากขึ้นๆ จนกระทั่งเราเห็นชัดเท่ากับ
เราลืมตาเห็นวัตถุภายนอก จะเห็นชัดเหมือนกันเลย แต่จะ
แตกต่างจากตาเนื้อก็ตอนที่เมื่อเรายิ่งหยุดยิ่งนิ่ง หยุดในหยุด
นิ่งในนิ่งเข้าไปอีก มันจะชัดกว่าเราลืมตาเห็น เหมือนเรามีกล้อง
ขยายดูความละเอียดบางสิ่งที่เห็น เช่น เห็นดวงธรรม เห็นกาย
มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม
ยิ่งหยุดยิ่งนิ่ง ก็จะยิ่งชัด ยิ่งใส ใสเกินใส เกินความใสใดๆ ใน
โลก ที่สุดแห่งความใสที่เราเคยคุ้นกับเพชรอย่างนั้น เพชรต้อง
แสงที่ไม่มีตำหนิ แต่นี่มันกว่านั้น มันไม่ใช่เพชรต้องแสง แต่
เป็นสิ่งที่มีแสงอยู่ในตัว เหมือนเป็นแหล่งกำเนิดของแสงแห่ง
ความบริสุทธิ์ เมื่อใจหยุดนิ่งสงัดจากกาม จากบาปอกุศลธรรม
ละวิตก วิจาร มีปีติ มีสุข มีความเป็นหนึ่ง อารมณ์เดียว
อารมณ์ดี อารมณ์สบาย มันจะชัดยิ่งกว่าลืมตาเห็น

ฌานกีฬา  กีฬาของผู้รู้

          ตอนนี้จะสนุกแล้วละ เราจะนึกขยายก็ขยาย นึกให้ย่อก็
ย่อได้ที่เราเรียกว่า “ปฏิภาคนิมิต” แล้วก็จะมีความสุข สนุก
แบบบุญบันเทิง จะมีกีฬาที่เกิดขึ้น เขาเรียกว่า ฌานกีฬา กีฬา
สำหรับผู้มีฌาน ผู้ที่ใจหยุดใจนิ่ง คือยิ่งเรามองไปเรื่อย มันก็จะดิ่ง
เข้าไปข้างใน ดวงธรรมก็ขยาย จากดวงแรกเห็นดวงถัดไป
ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
จะผุดซ้อนๆ กัน แต่ละดวงนั้นกลมเหมือนกัน แต่สว่าง
ไม่เหมือนกัน และรสชาติก็ไม่เหมือนกัน

          ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีรสชาติ
อย่างหนึ่ง ดวงศีลก็มีรสชาติอีกอย่างหนึ่ง ดวง
สมาธิก็มีรสชาติอีกอย่างหนึ่ง ดวงปัญญา วิมุตติ
วิมุตติญาณทัสสนะ ต่างก็มีรสชาติที่แตกต่างกัน
ไปเหมือนปิ่นโตที่มีเถาหลายๆ ชั้น ชั้นแรกว่า
อร่อยแล้ว ชั้นถัดไปก็อร่อยเพิ่มขึ้น ดวงธรรมทั้ง
๖ ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ จะมีความอร่อยทาง
ใจที่เบิกบาน มีความสุข มีรสชาติที่แตกต่างกันไป
เรื่อยๆ กระทั่งเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด เราจะ
ยิ่งมีปีติ มีความสุข เบิกบาน แต่ใจไม่กระเพื่อม

          เมื่อหยุดอยู่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะ มีกายเกิดขึ้น
ตรงกลางของดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นตัวเราเองที่ค่อยๆ
โตขึ้นมา จากตัวเล็กๆ เท่ากับปลายเข็ม เล็กเท่ามด แต่เราเห็น
ชัดได้ไม่ว่าใครภายนอกจะสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตา
มองไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่เมื่อใจหยุดนิ่งตรงนี้แล้ว มันจะเลย
ขอบเขตสายตามนุษย์ไป เพราะเป็นตาข้างในที่ทำให้เราเห็น แม้
กายนั้นจะเล็กเหมือนมด ก็เห็นครบทุกส่วนของร่างกายที่นั่งขัด
สมาธิเจริญสมาธิภาวนาอยู่บนแผ่นฌาน และยิ่งโตขยายใหญ่
ขึ้นมาก็ยิ่งเห็นชัด เป็นตัวเราที่อยู่ในวัยเจริญ ดูสวยสดงดงาม
มากกว่าเราส่องกระจกดูตัวเรา หรือดูภาพถ่ายในอดีต เพราะ
ว่าภาพที่เกิดขึ้นนี้มันมีชีวิตชีวา แต่น่าอัศจรรย์ว่า เราเข้าไปนั่ง
อยู่ในตัวเราได้อย่างไร และเป็นเราที่สดใสกว่ากายภายนอก
          แม้สงบนิ่งอยู่ภายใน แต่ก็รู้ว่ามีชีวิตจิตใจเหมือนเรา นี่ก็
เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ อย่างเราดูหุ่นประติมากรรมอะไรต่างๆ
มันนิ่ง แต่มันไม่มีชีวิตจิตใจ แต่นี่นิ่งแล้วเราก็รู้ได้ว่ามีชีวิตจิตใจ
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาทำอะไรไม่ได้ เขาทำได้ทั้งนั้น แต่ทำแบบกาย
มนุษย์ละเอียดที่แวบไปแวบมาในภพภูมิของกายมนุษย์ละเอียด
ที่ไปได้เร็วแตกต่างจากกายหยาบของเรามันหนัก จะไปไหนมัน
ต้องตะเกียกตะกายไป ต้องขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่อง แต่ถ้ากาย
มนุษย์ละเอียดจะแวบไปได้ เพราะฉะนั้นกายมนุษย์ละเอียด
ของบางคนที่ละโลกไปแล้ว ถ้าบุญน้อยก็ต้องตะเกียกตะกาย
ไป ถ้าบุญมาก มันก็แวบไปถึงไหนก็ได้
          จะมีสิ่งอัศจรรย์อย่างนี้เกิดขึ้นภายในเรา เป็นฌานกีฬา
กีฬาสำหรับผู้มีฌาน กีฬาของผู้รู้ กีฬาของอริยชนผู้ประเสริฐ
ซึ่งแตกต่างจากกีฬาของผู้ไม่รู้ ที่มีความหายนะเจือปนอยู่ในนั้น
นอกจากเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ทรมาน ยังมีการพนันอีก มีการ
ทะเลาะเบาะแว้ง มีการกระทบกระทั่ง การพลัดพรากโศกเศร้า
เสียใจ คับแค้นใจ พร่ำพิไรรำพัน การผูกเวรกันข้ามชาติ การต้อง
โทษทัณฑ์ทรมาน ติดคุกติดตะราง กระทั่งไปอบายภูมิ
          กีฬาของผู้ไม่รู้ก็จะเป็นอย่างนี้ มันถูกความหายนะเข้าไป
ครอบ แต่กีฬาของผู้รู้ ฌานกีฬา อริยกีฬา มันมีแต่บุญบันเทิง
มีความสุข มีปีติ เมื่อเราเข้าไปถึงกายต่างๆ เหล่านั้น กาย
มนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กระทั่ง
ถึงกายธรรม กายธรรมในกายธรรม แล้วก็มีอะไรที่น่าศึกษา
อีกเยอะแยะสนุกสนาน
          นี่คือสิ่งที่จะเป็นรางวัลสำหรับเรา ถ้าเราขยันนั่ง มีความ
เพียร แล้วก็ทำถูกหลักวิชชา อีกทั้งเป็นกรณียกิจ คือ เป็นงาน
ที่แท้จริงของเรา เป็นกิจที่ควรกระทำ ถ้าเราทำได้อย่างนี้ อยู่
ตามลำพังก็ไม่เหงา แค่ที่นั่งอยู่บนอาสนะเดียว มีผ้าอาสนะรอง
เราหลับตาทำสมาธิ ขัดสมาธิคู้บัลลังก์ ดำรงสติมั่น ถ้าหยุดนิ่ง
ก็แสวงหาความสุขและความรอบรู้ได้ ความบันเทิงต่างๆ ก็
บังเกิดขึ้น และก็เห็นเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิตในสรรพ
สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายที่แตกต่างจากความบันเทิงของโลก
มายา ของผู้ที่ยังหลับอยู่ ลืมตาแต่ว่ายังหลับอยู่
          มันจะต่างจากความบันเทิงของผู้ที่หลับ ความบันเทิงของ
ผู้ที่ตื่นนั้นอุดมไปด้วยความรอบรู้ ความหลุดพ้นจากสิ่งไม่ดีทั้ง
หลาย แล้วก็เป็นทางมาแห่งบุญ กีฬาของผู้รู้จะทำให้เกิดการ
พักผ่อน ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ ในระดับที่ลึกกว่าปกติ ที่จะ
ขยายไปสู่ระบบประสาทกล้ามเนื้อ ให้เกิดการตื่นตัว แล้วก็มี
ชีวิตชีวา ไม่เหน็ด ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อยล้า เบิกบาน หัวใจก็จะ
ขยาย ไม่คับแคบ ไม่เห็นแก่ตัว แต่จะขยายไปครอบคลุมสรรพ
สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งแตกต่างจากภายนอก บันเทิงแบบ
ผู้หลับ คือ กีฬาของผู้หลับนั้น มันมีแต่ความเหนื่อยเมื่อยล้า มี
ความหายนะครอบงำดังกล่าวอย่างนั้น
          จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะให้โอกาสตัวเราเอง มาศึกษามาฝึกฝน
ใจให้หยุดให้นิ่ง เพราะของเหล่านี้อยู่ในตัวของเราแท้ๆ แต่เรา
เข้าไม่ถึงมันก็เป็นเรื่องที่แปลก และน่าเสียดาย ฉะนั้นลูกทุกคน
ก็ต้องหมั่นฝึกให้ดีนะ
วันอาทิตย์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘

โอวาท หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา หนังสือง่ายแต่ลึก ๒ บทที่ ๑๐ www.dhamma01.com

1 thought on “วิธีนั่งสมาธิ ง่ายแต่ลึก ฌานกีฬา”

  1. สาธุ สาธุ สาธุครับ
    น้อมกราบอนุโมทนาบุญกับโอวาท
    คำสอนและธรรมทานทรงคุณค่า
    จากหลวงพ่อธัมมชโย#คุณครูไม่ใหญ่
    ด้วยครับ สาธุ สาธุ สาธุครับ

Leave a Comment

Your email address will not be published.