ชีวิตพระปัจเจกพุทธเจ้า (1)

ชีวิตพระปัจเจกพุทธเจ้า (๑)

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปี่ยมด้วยอริยคุณ สมบูรณ์พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ การที่เราระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ จะทำให้จิตใจของเราผูกพันอยู่กับพระพุทธองค์ ใจจะผ่องใสและจะถูกปรับปรุงให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น อันจะเป็นบ่อเกิดแห่งมหากุศล และคุณธรรมทั้งหลาย ซึ่งคุณธรรมเหล่านี้จะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ได้ ใจต้องหยุดนิ่งจึงจะสามารถรองรับบุญกุศล และคุณธรรมทั้งหลายได้ การฝึกใจให้หยุดให้นิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อทุกๆ ชีวิต ที่เราควรเอาใจใส่ทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

มีวาระพระบาลีไว้ ในขุททกนิกาย ธรรมบทความ ว่า
“น สนฺติ ปุตฺตา ตาณาย     น ปิตา นปิ พนฺธวา
อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส         นตฺถิ ญาตีสุ ตาณตา
เอตมตฺถวสํ ญตฺวา          ปณฺฑิโต สีลสํวุโต
นิพฺพานคมนํ มคฺคํ          ขิปฺปเมว วิโสธเย

บัณฑิตทราบอำนาจเนื้อความนี้ว่า บุตรทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพื่อต้านทาน บิดา และพวกพ้องทั้งหลาย ก็ไม่มีเพื่ออันต้านทาน  เมื่อบุคคล ถูกความตายครอบงำแล้ว ความต้านทานในญาติทั้งหลาย ย่อมไม่มี ดังนี้แล้ว เป็นผู้สำรวมในศีล พึงชำระทางเป็นที่ไปสู่พระนิพพาน ให้หมดจดโดยพลันทีเดียว”

ปกติของผู้ที่เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ ท่านจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท ประกอบไปด้วยปัญญา มองเรื่องราวต่างๆ ในโลกอย่างแจ่มแจ้ง เข้าใจในชีวิตของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งจะดำรงตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง และผู้อื่น ให้ชีวิตในแต่ละวันผ่านไปอย่างมีคุณค่า ไม่ปล่อยผ่านไปอย่างไร้ค่า จะมีใจมุ่งตรงต่อหนทางของพระนิพพาน ตั้งมั่นอยู่ในธรรมอันงาม สำรวมในศีล เพื่อเพิ่มพูนบุญบารมีให้กับตนเอง  ท่านจะหมั่นทำไปเรื่อยๆ  จนกว่าจะบรรลุถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้

ดังนั้นเรามาศึกษาความเป็นอยู่ของพระอริยเจ้าประเภทหนึ่ง ที่ท่านเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ นั่นคือ เรื่องราวชีวิตของพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า ท่านมีความเป็นมาอย่างไร  เมื่ออุบัติขึ้นแล้วในโลก ท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างไร สถานที่พำนักของท่านอยู่ที่ไหน มีสิ่งแวดล้อมเป็นเช่นไร

* กว่าจะมีพระปัจเจกพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  อย่างน้อยท่านจะต้องใช้เวลาสร้างบารมีถึง ๒ อสงไขยกับอีก ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป  เมื่อสมัยที่เกิดมาสร้างบารมีนั้น ท่านเป็นผู้ที่รักบุญมาก ทำบุญกันทุกอย่าง แต่จะมีอุปนิสัยที่มักน้อยสันโดษ ไม่ชอบที่จะคลุกคลีหรือสั่งสอนผู้ใด มีปกติเที่ยวไปเหมือนนอแรด และตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และเมื่อท่านจะลงมาตรัสรู้ปัจเจกโพธิญาณนั้น จะลงมาในช่วงที่ว่างเว้นจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อท่านจะได้ตรัสรู้ธรรม เพียงแค่เกิดธรรมสังเวชในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ท่านก็จะได้บรรลุธรรมในทันที และเปลี่ยนสถานภาพจากปุถุชนเป็นพระอริยเจ้า บาตร และจีวรที่สำเร็จด้วยบุญฤทธิ์ก็จะบังเกิดขึ้น เกศาคือผมบนศีรษะก็จะแปรเปลี่ยนไปเป็นนักบวช  ครั้นได้บรรลุธรรมแล้ว ท่านจะเหาะไปสู่ที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งพำนักอาศัยอยู่รวมกันในสถานที่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่พิเศษมากๆ  ที่พักอาศัยของท่านจะบังเกิดขึ้นเฉพาะ ไม่สาธารณะแก่คนทั่วไป สมกับบุญบารมีของพระองค์ที่ได้สร้างมา เป็นที่สัปปายะอยู่ในป่าหิมพานต์

ทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้ เรียกว่า ชมพูทวีป ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสัดส่วน มีเนื้อที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ใน ๑๐,๐๐๐ โยชน์เนื้อที่ประมาณ ๔,๐๐๐ โยชน์ จะเป็นส่วนของแม่น้ำหรือเป็นทะเลนั่นเอง พื้นที่ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่มีเนื้อที่เล็กกว่าสัดส่วนของทะเล จะมีเนื้อที่เพียง ๓,๐๐๐ โยชน์ และเขตของภูเขาหิมพานต์ หรือที่เราเรียกกันจนคุ้นปาก คือ ป่าหิมพานต์ มีเนื้อที่กว้างขวางมาก กินเนื้อที่ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ ตัวภูเขาหิมพานต์นั้นสูง ๑๕๐ โยชน์ ประดับด้วยยอดมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ ยอด จะงดงามด้วยแม่น้ำถึง ๕๐๐ สาย ไหลเวียนอยู่โดยรอบ

ในอาณาเขตนั้น จะมีสระใหญ่ๆ ตั้งอยู่ ๗ สระ มีชื่อที่เรียกแตกต่างกันออกไป ที่คุ้นชื่อคือ สระอโนดาต ต่อจากนั้นเป็นสระกรรณมุณฑะ สระรถการะ สระฉัททันตะ สระกุณาละ สระมันทากินี สระสีหปปาตะ ยาว กว้าง และลึก ๕๐ โยชน์ กลม ๒๕๐ โยชน์เท่าๆ กันทั้ง ๗ สระ ในสระทั้ง ๗ นั้น สระอโนดาตมีชื่อเสียงมากที่สุด สระอโนดาตจะถูกแวดล้อมด้วยภูเขา ๕ ลูก คือ ภูเขาสุทัสนะ ภูเขาจิตรกูฏ ภูเขากาฬกูฏ ภูเขาคันธมาทน์ และภูเขาไกรลาส

ภูเขาทั้งห้าจะมีความพิเศษแตกต่างกัน สุทัสนกูฏเป็นภูเขาทองสวยงาม ตั้งตระหง่านรัศมีสว่างไสว สูงถึง ๒๐๐ โยชน์ ข้างในจะโค้ง สัณฐานหมือนปากกา ตั้งปิดสระอโนดาตไว้ ส่วนเขาจิตรกูฏเป็นภูเขารัตนะทั้งหมด รัตนะทั้ง ๗ ประการ รวมอยู่ที่จิตรกูฏบรรพต ส่วนเขากาฬะเป็นภูเขาแร่พลวง เขาคันธมาทน์ เป็นยอดเขาที่มีพื้นราบเรียบ หนาแน่นไปด้วยคันธชาติของหอมทั้งหลาย จำพวกไม้รากหอม ไม้แก่นหอม กระพี้หอม ไม้เปลือกหอม ไม้สะเก็ดหอม ไม้รสหอม ไม้ใบหอม ไม้ดอกหอม ผลหอม ไม้ลำต้นหอม ดารดาษด้วยโอสถนานาชนิด ภูเขาคันธมาทน์นี้จะมีพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ ในวันอุโบสถข้างแรมจะเรืองแสงเหมือนถ่านไฟคุ แดงเรื่อๆ น่าดูน่าชมยิ่ง

ส่วนเขาไกรลาสจะเป็นภูเขาเงิน ภูเขาทุกลูกมีส่วนสูง และสัณฐานเสมอกับภูเขาสุทัสนะ ภูเขาเหล่านี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน โดยตั้งปิดสระอโนดาต ซึ่งภูเขาทั้งหมดตั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพของเทวดาและนาค แม่น้ำทุกสายจะไหลไปที่ภูเขาเหล่านั้น น้ำทั้งหมดก็ไหลไปสู่สระอโนดาตแห่งเดียว ส่วนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะโคจรไปทางใต้บ้าง ทางเหนือบ้าง ส่องแสงไปที่สระนั้นในช่องระหว่างภูเขา ไม่โคจรไปตรงๆ  ด้วยเหตุนี้ สระนั้นจึงชื่อว่า สระอโนดาต แปลว่า ไม่ร้อน มีแต่ความใสเย็นตลอดเวลา เพราะดวงอาทิตย์ส่องแสงไม่ถึง

ในสระอโนดาตนั้น ธรรมชาติจัดไว้อย่างดีเยี่ยม มีแผ่นมโนศิลา และหรดาล ปราศจากเต่าปลา มีน้ำใสแจ๋วเหมือนแก้วผลึก มีท่าลงสรงสนาน ซึ่งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพและเหล่าฤๅษีผู้มีฤทธิ์ลงสรงสนาน ทั้งเหล่าเทวดาและยักษ์ก็มาเล่นน้ำด้วย แต่จะแยกกันไม่ปะปนกัน ที่ข้างสระอโนดาตนั้น มีปากทาง ๔ ทาง คือ ปากทางราชสีห์ ปากทางช้าง ปากทางม้า และปากทางโคอุสภะ

ปากทางทั้ง ๔ จะเป็นทางไหลของแม่น้ำ ๔ สาย ฝูงราชสีห์มีมาก อยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากปากทางราชสีห์ มีโขลงช้าง ฝูงม้า และฝูงโคเป็นจำนวนมาก ทางริมฝั่งแม่น้ำที่ไหลออกจากปากทางช้าง แม่น้ำที่ไหลออกไปทางทิศตะวันออก จะเลี้ยวขวาจากสระอโนดาต ๓ เลี้ยว ไม่ข้องแวะกับแม่น้ำอีก ๓ สาย ไหลผ่านถิ่นอมนุษย์ทางภูเขาหิมพานต์ด้านทิศตะวันออก แล้วไหลลงสู่มหาสมุทร ส่วนแม่น้ำที่ไหลออกทางทิศใต้ เลี้ยวขวาที่สระอโนดาตนั้น ๓ เลี้ยว ไหลตรงไปทิศใต้ ๖๐ โยชน์ทางหลังแผ่นหิน เจาะภูเขาทะลุออก มีกระแสน้ำประมาณ ๓๐ คาวุต ล้อมไว้ ไหลผ่านทางอากาศ ๖๐ โยชน์ ไปตกลงบนแผ่นหินชื่อ ติยัคคฬะ แผ่นหินก็แตกด้วยความแรงของกระแสน้ำ ที่แผ่นหินติยัคคฬะนี้ก็จะเกิดสระโบกขรณีชื่อ ติยัคคฬา ประมาณ ๕๐ โยชน์ กระแสน้ำพังที่ฝั่งสระโบกขรณีทะลุหินไป ๖๐ โยชน์  จากนั้นก็พังแผ่นดินทึบออกไป ๖๐ โยชน์ทางอุโมงค์ กระแทกติรัจฉานบรรพตชื่อวิชฌะไปเป็นกระแสน้ำ ๕ สาย เช่นเดียวกับนิ้วมือ ๕ นิ้ว กระแสน้ำนั้นในที่ที่เลี้ยวขวาสระอโนดาตไป ๓ เลี้ยว เรียกว่า อาวัฏฏคงคา

ในที่ที่ไหลตรงไป ๖๐ โยชน์ ทางหลังหิน เรียกว่า กรรณคงคา ไหลไปทางอากาศ เรียกว่า อากาศคงคา ที่ตั้งอยู่ในอากาศ ๖๐ โยชน์ ที่หลังหินชื่อติยัคคฬะ เรียกว่า ติยัคคฬโบกขรณี ตรงที่พังสระทะลุหินเข้าไป ๖๐ โยชน์ เรียกว่าพหลคงคา ในที่ๆ ไหลไป ๖๐ โยชน์ ทางอุโมงค์ เรียกว่า อุมมังคคงคา ส่วนในที่ที่กระแทกติรัจฉานบรรพต ชื่อวิชฌะ แยกเป็นกระแสน้ำ ๕ สาย ก็กลายเป็นแม่น้ำทั้งห้า คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี นี่คือที่มาของแม่น้ำทั้งหลาย

เรื่องราวของป่าหิมพานต์ที่กล่าวมานี้ เพื่อให้ทุกท่านได้มีพื้นฐานไว้บ้าง ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้า การที่พระองค์จะบรรลุความเป็นปัจเจกพุทธเจ้านั้น ท่านต้องสั่งสมบุญบารมีมาอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ต่อไปจะได้นำชีวิตความเป็นอยู่ของท่านมาให้ได้ศึกษา เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญากันต่อไป

*     มก. อรรถกถาโปตลิยสูตร เล่ม ๒๐ หน้า ๘๙

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/8335
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับพระพุทธคุณ

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article

Leave a Comment

Your email address will not be published.