สัญญาเวทยิตนิโรธ

สัญญาเวทยิตนิโรธ (ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วจึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน)

จุดหมายปลายทางของทุกชีวิต คือการไปสู่อายตนนิพพาน พระบรมศาสดาทรงเป็นต้นแบบของบุคคลที่สมบูรณ์แล้ว ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิตแล้ว ในระหว่างที่ทรงสร้างบารมี พระองค์ต้องเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏยาวนาน ทรงเห็นว่าชีวิตเป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นพระราชามหากษัตริย์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่พ้นจากทุกข์ ดังนั้นท่านจึงสละราชสมบัติ แล้วมุ่งแสวงหาหนทางพระนิพพานอันเป็นบรมสุข ด้วยการทำใจให้หยุดนิ่ง จนได้เข้าถึงกายธรรมอรหัต ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปฐมวิหารสูตร ว่า
“อนุปุพพวิหาร คือธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ ๙ ประการ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้คืออนุปุพพวิหาร ๙ ประการนี้”

คำว่า ฌาน หมายถึง การทำจิตให้เป็นสมาธิจนนิ่งแน่นมีพลัง ใจที่มีพลังขึ้นมาได้เพราะเกิดจากภาวะที่ใจสงบนิ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำสมาธิที่อยู่ในขั้นของจิตที่เป็นอัปปนาสมาธิ ใจที่รวมเป็นหนึ่งเดียวเป็นสภาวะที่มีพลังและทรงอานุภาพมาก เหมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องมายังโลก เนื่องจากไม่รวมเป็นจุดเดียวกัน ความร้อนของแสงอาทิตย์จึงมีไม่มาก ต่อเมื่อใดที่เรานำเอาแสงอาทิตย์ให้มารวมเป็นจุดเดียวกัน ก็จะกลายเป็นพลังงานที่ร้อนแรง

เพราะฉะนั้น ผู้ที่เจริญสมาธิภาวนาอยู่ในระดับที่เป็นอัปปนาสมาธิ ก็สามารถทำฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นได้ การทำใจให้หยุดนิ่งดิ่งเข้ากลางของกลางไปเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นการเข้าฌานในหลายๆ ระดับ เมื่อกล่าวถึงฌานสมาบัติซึ่งเป็นผลลัพท์ที่เกิดจากการฝึกสมาธินั้น ฌานสมาบัติเกิดขึ้นได้ทั้งกับนักปฏิบัติในพุทธศาสนา และนักบวชนอกพุทธศาสนา ตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ไล่เรื่อยไปในระดับที่เป็นอรูปฌาน หากผู้ปฏิบัติแม้สามารถทำใจให้หยุดนิ่งถึงขั้นได้ฌานขั้นต่างๆ แต่ไม่ได้น้อมนำฌานเหล่านั้นมาไว้ในกลางตัว ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาสมาธิที่สมบูรณ์ เพราะถ้าไม่ถูกกลาง ก็ไม่สามารถดำเนินจิตให้สูงขึ้นไปถึงขั้นสูงสุดที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธได้ เพราะสัญญาเวทยิตนิโรธนี้มีเฉพาะทางสายกลางในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

เพราะฉะนั้น การเข้าฌานสมาบัติทั่วๆ ไป หรืออรูปฌานสมาบัติของนักบวชนอกศาสนาที่ทำได้สูงสุดถึงขั้นสมาบัติ ๘ ไม่ได้หมายถึงการเจริญอนุปุพพวิหารธรรม เพราะจะเข้าอนุปุพพวิหารธรรมต้องรวมเอาการเข้านิโรธสมาบัติด้วย ที่มีสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นขั้นสูงสุด การเข้านิโรธสมาบัติเป็นการทำจิตให้สงบ และปลอดจากนิวรณธรรมทั้งหลาย ตั้งแต่ดับจากกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก สงัดจากวิจาร ปีติ สุข ละทุกข์ ละโสมนัสโทมนัสทุกอย่าง จิตเป็นเอกัคคตารมณ์ และเข้าอรูปสัญญา ดับรูปสัญญา เข้าไปเรื่อยๆ จนถึงดับสัญญาและเวทนา ที่เรียกว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ

นี่เป็นภาคปริยัติอย่างย่อๆ เอาไว้เมื่อไรที่พวกเรานั่งธรรมะได้ดี มีดวงตาเห็นธรรมภายใน หรือเข้าถึงองค์พระธรรมกายภายในที่ชัดใสสว่าง เมื่อถึงเวลานั้น หลวงพ่อ พูดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วเราจะเข้าใจถึงลักษณะของฌานในระดับต่างๆ ที่กล่าวมาได้ง่ายขึ้น เราจะแจ่มแจ้งทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติ เพราะเรื่องของการทำสมาธิมีหลายระดับ การเข้าฌานก็มีเป็นขั้นเป็นตอน เราจะสังเกตได้ว่า ทำไมนักบวชนอกศาสนาไม่สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ นั่นก็เพราะท่านเหล่านั้นยังไม่ได้น้อมนำใจกลับเข้ามาไว้ที่กลางกาย คือยังไม่รู้จัก และยังไม่พบศูนย์กลางกายซึ่งเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน เมื่อหาไม่พบก็ไม่สามารถบรรลุสมาบัติขั้นสูงสุดที่เรียกว่าสัญญาเวทยิตนิโรธได้

ในมหาปรินิพพานสูตร มีข้อความอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการเข้าฌานในระดับต่างๆ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า รวมไปถึงการเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเอาไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานปัจฉิมโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ และพุทธบริษัทที่มาประชุมกันเรียบร้อยแล้ว พระองค์ทรงอยู่ในท่าสีหไสยาสน์ ทรงหลับตาเข้าออกฌานต่างๆ คือปฐมฌาน เมื่อฟอกจิตอยู่ในปฐมฌานจนละเอียดแล้ว ก็ออกจากปฐมฌาน ทรงเข้าออกทุติยฌาน ฟอกจิตให้สะอาดยิ่งๆ ขึ้น และเข้าออกตติยฌาน จตุตถฌานไปตามลำดับ ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน ฟอกจิตในอรูปฌานสมาบัติให้ละเอียดหนักยิ่งขึ้นไปอีก  ครั้นออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าออกวิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จากนั้นก็ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ

ในสมัยนั้น พระอานนท์ได้ถามพระอนุรุทธะว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรินิพพานแล้วหรือยัง” ก็ได้รับคำตอบว่า “พระพุทธองค์ยังไม่ปรินิพพาน แต่กำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ ต่อมาเมื่อพระองค์ฟอกจิตในสุดละเอียด ในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ก็ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ แล้วถอยกลับมาที่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนฌาน ทรงเข้าออกจตุตถฌาน  ตติยฌาน ทุติยฌาน ปฐมฌาน เป็นปฏิโลม และอนุโลมย้อนกลับขึ้นไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือทรงเข้าออกฌานต่างๆ ไปตามลำดับ ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วจึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน” เมื่อพระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เป็นที่ขนพองสยองเกล้าน่าสะพรึงกลัวแก่ผู้ที่ยังมีจิตไม่มั่นคง และกลองทิพย์ ดนตรีทิพย์ได้บรรเลงขึ้นเพื่อสดุดีนอบน้อมพระพุทธองค์

* หลวงพ่อขอย้อนกลับมาพูดถึงอรูปพรหมชั้นสูงสุดและเป็นชั้นสุดท้ายคือ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ที่ได้ค้างไว้ในคราวก่อน คือสูงจากอากิญจัญญายตนภูมิขึ้นไปอีก ๕,๕๐๘,๐๐๐ โยชน์ ก็จะถึง อรูปพรหมชั้นที่ ๔ ซึ่งเป็นอรูปพรหมชั้นสูงสุด ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ เป็นที่สถิตของอรูปพรหม ซึ่งเกิดจากอรูปฌานที่อาศัยความละเอียดประณีตยิ่งขึ้นไป ไม่มีสัญญาอย่างหยาบ มีแต่สัญญาอย่างละเอียดประณีตเท่านั้น

อรูปพรหมผู้อุบัติที่อรูปภพชั้นสูงสุดแห่งนี้ได้ เพราะปฏิสนธิด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนวิบากจิต ฉะนั้น จึงสถิตเสวยสุขอันประณีตและละเอียดอ่อนเป็นที่สุด มีอายุยืนนานมากกว่าอรูปพรหมชั้นอื่นๆ ด้วยอำนาจแห่งอรูปฌานกุศลอันสูงสุดที่ได้บำเพ็ญมา ทุกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้สำเร็จอรูปฌานที่ ๔ มาแล้วทั้งสิ้น ก่อนจะได้มาอุบัติในอรูปพรหมโลกชั้นนี้ พวกนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ครั้นได้สำเร็จอากิญจัญญายตนฌาน ซึ่งเป็นอรูปฌานที่ ๓ แล้วนั้น ก็ยึดมั่นฝึกฝนในฌานนั้นจนชำนาญคล่องแคล่วดีแล้ว ต่อมาก็พิจารณาว่า อากิญจัญญายตนฌานนี้ยังไม่เป็นการดีพอ ยังมิได้เย็นใจที่สุด จึงตั้งใจที่จะบำเพ็ญอรูปฌานให้สูงยิ่งขึ้นไป

ท่านได้คลายความนิยมในอากิญจัญญายตนฌาน มีความปรารถนาที่จะให้ถึงอรูปฌานขั้นสุดยอดต่อไป ท่านได้สอนตัวเองว่า ขอให้ข้าพเจ้าจงมีจิตใจเป็นดุจดังว่าหายไปเสียเถิด จะเป็นการประเสริฐแก่ตัวข้าพเจ้า ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มบริกรรมภาวนาคาถาว่า “เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ” ภาวนาอยู่อย่างนี้เรื่อยไปไม่หยุดยั้ง เป็นเวลายาวนานตามอำนาจพลังของสมาธิจิต ส่งผลให้นิวรณธรรมทั้งหลายสงบระงับ จิตก็แนบแน่นมั่นคงในความสงบประณีตเป็นที่สุด และหลุดพ้นจากอากิญจัญญายตนฌาน ก้าวขึ้นสู่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

ครั้นได้สำเร็จเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ก็มีจิตใจผ่องใสเป็นพิเศษ เมื่อดับขันธ์ลง ก็ตรงมาอุบัติเป็นอรูปพรหมผู้วิเศษสถิตเสวยสุขอันประณีต อยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนอรูปพรหมนี้ เป็นอรูปพรหมผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เสวยสุขเป็นเวลายาวนานถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป

บางท่านอาจจะรู้สึกเข้าใจยากกับคำว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ คำว่า เนวสัญญา หมายความว่า ไม่มีสัญญาอย่างหยาบ นาสัญญา หมายความว่า มีสัญญาละเอียดประณีต รวมกันเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงหมายถึงถูกดึงดูดไปภพภูมิที่ไม่มีสัญญาอย่างหยาบ มีแต่สัญญาอย่างละเอียดประณีต แต่ความรู้สึกนึกคิดอย่างนี้ก็เหลือน้อยมาก ส่วนว่าจะละเอียดประณีตเพียงไร หลวงพ่อมีตัวอย่างที่น่าสนใจจะนำมาเล่าในภายหลัง เราจะได้เข้าใจเรื่องของอรูปพรหมได้ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าอยากจะให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเข้าถึงพระธรรมกายกันให้ได้

*   ภูมิวิลาสินี (พระพรหม โมลี)

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/13785
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับปรโลก

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *