ปาริฉัตรสวรรค์ (แห่งดาวดึงส์)

ปาริฉัตรสวรรค์

พื้นฐานของชีวิตมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีความทุกข์กันทั้งสิ้น ทุกข์มีทั้งทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นับตั้งแต่วันแรกเกิดกระทั่งถึงวันที่หลับตาลาโลก ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ประจำสังขาร หรือทุกข์ที่จรเข้ามา เหมือนกับโลกที่มีความมืดเป็นพื้นฐาน แต่ที่เรามองเห็นคนสัตว์สิ่งของต่างๆได้ ก็เพราะมีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว หรือที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น จึงทำให้โลกสว่างและเราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตเป็นทุกข์แล้ว เราจะได้รีบขวนขวายหาทางพ้นทุกข์ และเข้าถึงความสุขที่แท้จริง ด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ทำใจให้ใสบริสุทธิ์หยุดนิ่งเป็นประจำสมํ่าเสมอทุกๆ วัน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน * ปาริฉัตตกสูตร ว่า

“สมัยใด ปาริชาตกัลปพฤกษ์ของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้นเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ต่างพากันดีใจเป็นหนักหนา อิ่มเอิบพรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนทิพย์ ณ ควงไม้ปาริชาตกัลปพฤกษ์ ดอกปาริชาตกัลปพฤกษ์บานเต็มที่นั้น จะแผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์ในบริเวณรอบๆ จะส่งกลิ่นไปตามลมได้ ๑๐๐ โยชน์”

ชีวิตของชาวสวรรค์และทิพยวิมานที่เกิดจากกุศลกรรมนั้น เป็นสิ่งที่น่าศึกษามาก เพราะเป็นชีวิตหลังความตายที่น่ารื่นรมย์ อีกทั้งเป็นสัมปรายภพของผู้มีบุญทั้งหลายที่ได้ไปเสวยสุขอยู่ที่นั่น เรื่องราวความเป็นจริงเหล่านี้จะรู้เห็นได้เฉพาะตอนที่เราหลับตาลาโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น แต่ขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ก็สามารถที่จะไปศึกษาด้วยตัวเอง เหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นโลกวิทูรู้แจ้งโลกทั้งสาม และสามารถนำเรื่องภพภูมิต่างๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ มาถ่ายทอดให้พุทธบริษัทได้ยินได้ฟังกันอย่างแจ่มแจ้ง

นอกจากนี้ยังมีเหล่าพระอรหันต์และผู้มีรู้มีญาณอีกเป็นอันมาก ซึ่งท่านเหล่านั้นสามารถใช้ฤทธิ์ที่เกิดจากใจที่หยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ไปตรวจดูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสวรรค์ชั้นต่างๆได้ บางท่านก็เห็นด้วยญาณทัสสนะ บางท่านก็เหาะเหินเดินอากาศไปด้วยกายเนื้อของท่านเอง ไปตรวจตราและเยี่ยมเยียนเทพบุตรเทพธิดา อีกทั้งไต่ถามถึงบุพกรรมต่างๆ ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านจากตำราต่างๆ ที่มีบันทึกไว้ ทั้งจากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อื่นๆ อีกมาก ครั้งนี้หลวงพ่อมีเรื่องของต้นไม้ทิพย์ประจำสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาเล่าให้พวกเราได้เรียนรู้กัน ต้นไม้นี้มีความพิเศษอย่างไรบ้างลองมาศึกษาดู

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากศูนย์กลางวิมานของพระอินทร์ มีสวนอุทยานทิพย์แห่งหนึ่งชื่อว่า ปุณฑริกวัน เป็นสวนกว้างใหญ่มาก มีกำแพงล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน กลางสวนนั้นมีต้นทองหลางใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นต้นไม้ทิพย์มีชื่อว่า ต้นปาริฉัตร หรือปาริชาตกัลปพฤกษ์ สูง ๑๐๐ โยชน์ มีปริมณฑลถึง ๓๐๐ โยชน์ ลำต้นกว้าง ๑๕ โยชน์

บริเวณใต้ต้นไม้ทิพย์นั้น มีแท่นรัตนศิลาแท่นหนึ่ง ชื่อว่าบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ เป็นที่ประทับของท้าวสักกจอมเทพ เป็นแท่นสีแดงเหมือนดอกชบา และอ่อนนุ่มละมุนละไม ยาวประมาณ ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ สูง ๑๕ โยชน์ เมื่อท้าวสักกเทวราชประทับนั่ง จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่า พระวรกายจมลงเล็กน้อย ครั้นเสด็จลุกขึ้นแท่นศิลาอาสน์ก็จะกลับเต็มขึ้นมาตามเดิม คือเป็นแท่นที่ฟูขึ้นหรือยุบลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอานุภาพบุญของท้าวสักกะ

ดอกปาริฉัตรนั้น ทุกหนึ่ง ๑๐๐ ปีจะบานครั้งหนึ่ง และเมื่อดอกไม้สวรรค์นี้บาน เหล่าเทพบุตรเทพธิดาต่างร่าเริงยินดี จะผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าดอกไม้นั้นจนกว่าจะบาน ครั้นต้นปาริฉัตรมีใบเหลือง พวกเทวดาก็พากันดีใจว่า “เวลานี้ต้นปาริฉัตรมีใบเหลืองแล้ว อีกไม่นานก็จักผลัดใบใหม่” จากนั้นต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยด้วยใจจดใจจ่อ ครั้นผลิดอกออกใบใหม่ ชาวสวรรค์ที่มาเฝ้าก็จะพากันปลื้มใจว่า “ปาริฉัตรสวรรค์กำลังผลัดใบใหม่แล้ว และอีกไม่นานก็จักผลิดอก”

เมื่อต้นปาริฉัตรผลิดอกออกใบแล้ว พวกเทวดาต่างพากันดีใจว่า “ตอนนี้ต้นปาริฉัตรผลิดอกแล้ว อีกไม่นานก็จักคลี่กลีบขยายเบ่งบาน” จากนั้นเหล่าเทวดาก็จะเที่ยวป่าวประกาศให้ทวยเทพด้วยกันรู้ว่า พวกตนกำลังจะได้ยลดอกปาริฉัตรแล้ว และเมื่อต้นปาริฉัตรออกดอกตูม ชาวสวรรค์ก็ปีติยินดี ต่างเที่ยวแวะมาเยี่ยมชม และรอคอยเวลาที่ปาริฉัตรแย้มบานส่งกลิ่นหอมอย่างใจจดใจจ่อ

เมื่อปาริฉัตรเริ่มแย้มกลีบ ชาวสวรรค์ต่างพากันดีใจว่า “ปาริชาตกัลปพฤกษ์เริ่มแย้มกลีบแล้ว อีกไม่นานก็จักบานเต็มที่” ครั้นบานเต็มที่แล้ว ชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็จะพากันมาจากทั่วสารทิศ เพื่อมาสูดดมกลิ่นทิพยบุปผาของต้นปาริฉัตร ในโอกาสนี้จะมีการละเล่นที่พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ มีการบำรุงบำเรออยู่นานถึง ๔ เดือนทิพย์ที่บริเวณควงไม้ปาริฉัตร ๔ เดือนทิพย์ของชาวสวรรค์ หากนับตามโลกมนุษย์ ก็เท่ากับ ๑๒,๐๐๐ ปี  ดอกปาริฉัตรหากแย้มบานเต็มที่ จะแผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์และจะส่งกลิ่นไปตามลมได้ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์

ครั้นดอกปาริฉัตรบานเต็มที่แล้ว ก็จะมีแสงสว่างเรืองรองงดงามออกจากดอก ซึ่งมีรัศมีส่องสว่างไปได้ไกล ๘๐๐,๐๐๐ วา และเมื่อลมรำเพยพัดไปทิศทางใด ปาริฉัตรก็จะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทางทิศนั้น ฟุ้งขจรออกไปเรื่อยๆ ทุกดอกจะบานตลอดหมดทั้งต้น หากเหล่าทวยเทพปรารถนาดอกไม้ ก็ไม่ต้องปีนป่ายขึ้นไปเก็บให้เหนื่อย ไม่ต้องเอาไม้สอย และไม่ต้องเอาผอบมาใส่ดอกไม้ เพียงอยู่ไปใต้ต้นปาริฉัตร และตั้งจิตปรารถนา ดอกปาริฉัตรก็จะหล่นลงมาอยู่ที่มือเอง ประหนึ่งว่าจะรู้ถึงความประสงค์ของเทวดาทั้งหลาย ถ้าหากว่าเทพบุตรเทพธิดายังไม่ทันยื่นมือมารับ ดอกไม้นั้นก็จะยังไม่ตกถึงพื้น เพราะมีลมชนิดหนึ่งพัดชูดอกให้ลอยอยู่ในอากาศมิให้ตกถึงพื้น จนกว่าเทวดาจะยื่นมือรับดอกไม้ไว้ เหล่าเทวดาจะชักชวนกันมาเล่นอย่างสนุกสนานรอบบริเวณต้นปาริฉัตรจนกว่าจะหมดฤดูกาล

เป็นเรื่องแปลกว่า รัศมีของดอกปาริฉัตรเป็นเสมือนแสงอาทิตย์ทอแสงอ่อนๆ กลีบของดอกปาริฉัตรมีขนาดใหญ่มาก ละอองเกสรก็มีขนาดใหญ่เท่าทะนานใบใหญ่ และยังมีลมสำหรับเด็ดดอกไม้ ลมพัดตัดดอกไม้จากขั้ว ลมสำหรับรองรับดอกไม้ ลมสำหรับส่งดอกไม้ ซึ่งจะน้อมส่งให้เทพบุตรเทพธิดา หรือส่งไปสู่เทวสภาชื่อสุธรรมา ลมสำหรับกวาดก็จะพัดเอาดอกไม้เก่าๆ ออกไป แล้วพัดเอาดอกใหม่เข้ามา ลมสำหรับปูลาด ก็จะโรยใบกลีบและเกสรดอกไม้ปูลาดไว้อย่างงดงาม

ตรงกลางสุธรรมเทวสภาบนชั้นดาวดึงส์นี้ จะมีธรรมาสน์สำหรับแสดงธรรม อาสนะสำหรับท้าวสักกเทวราชอยู่ถัดจากธรรมาสน์ที่แสดงธรรม และยังมีเศวตฉัตรขนาด ๓ โยชน์ กั้นอยู่ข้างบนรัตนบัลลังก์ขนาด ๑ โยชน์ ถัดไปเป็นอาสนะของเทพบุตร ๓๓ องค์ ถัดไปอีกก็เป็นอาสนะของเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ ซึ่งอาสนะทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนปูลาดด้วยกลิ่นและเกสรดอกไม้อันงดงาม ถัดจากนั้นไปอีก ก็มีกลีบดอกไม้อันเป็นอาสนะสำหรับเทวดาหมู่หนึ่ง ซึ่งเมื่อทวยเทพทั้งหลายได้เข้าไปยังเทวสภาเพื่อฟังธรรมนั้น เทวดาผู้มีอานุภาพมากจะนั่งอยู่ใกล้ๆ ธรรมาสน์ที่แสดงธรรม ส่วนบริวารก็ถอยร่นออกไปตามกำลังบุญที่ได้สั่งสมมาในสมัยที่เป็นมนุษย์

จากนั้น เกลียวละอองเกสรของดอกไม้ จะฟุ้งขึ้นกระทบกลีบข้างบนตกลงมา ทำให้ร่างกายประมาณ ๓ คาวุตของทวยเทพทั้งหลาย เหมือนตกแต่งด้วยดอกไม้รัตนชาติ เลื่อมพรายด้วยละอองเกสรทองคำ เทพบางกลุ่มก็จะถือดอกไม้องค์ละดอก เล่นหยอกล้อกันและกันอย่างสนุกสนาน เวลาที่เล่นเคาะดอกไม้กัน ละอองเกสรขนาดเท่าทะนานใหญ่ จะฟุ้งกระจายออก ทำให้สรีระของเทวดาเป็นเหมือนย้อมด้วยมโนศิลา และมีน้ำชาดเกิดเองด้วยละอองหอมที่มีรัศมี การละเล่นปาริฉัตรกีฬาใช้เวลานานถึง ๔ เดือน จึงสิ้นสุดลง นับว่าเป็นช่วงที่หฤหรรษ์ของชาวสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มากทีเดียว

นี่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับต้นปาริฉัตรโดยย่อ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้มีทั้งคน สัตว์ สิ่งของอันเป็นทิพย์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ น่าดูน่าชมอีกมาก ส่วนที่ยังไม่ได้นำมาเล่าให้ทุกท่านได้ศึกษากัน ก็ยังมีอีกมากมาย หลวงพ่อก็จะ ทยอยนำมาเล่าเท่าที่เวลาจะอำนวย ซึ่งหากเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้เต็มที่ ปฏิบัติเข้าถึงพระธรรมกายได้เมื่อไร ก็สามารถที่จะไปรู้เห็นด้วยตัวของเราเองได้ เพราะในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้และรอคอยการพิสูจน์อยู่อีกมาก จะพิสูจน์ได้ต้องหยุดนิ่งอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นให้หมั่นฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งกันเป็นประจำสมํ่าเสมอ จนกว่าจะเข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน

* มก. เล่ม ๓๗ หน้า ๒๔๑

พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อธัมมชโย (คุณครูไม่ใหญ่)

ที่มา https://buddha.dmc.tv/dhamma/13677
ต้นฉบับ หนังสือ ธรรมะเพื่อประชาชน ฉบับปรโลก

กลับสู่
สารบัญธรรมะเพื่อประชาชน สำหรับไฟล์เสียง, วีดีโอ และ Article
สารบัญ หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน

Leave a Comment

Your email address will not be published.