กัณฑ์ ๑-๒ สัมมาสัมพุทโธ

กัณฑ์ ๑ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

สมฺมาสมฺพุทฺโธ
สัมมา สัมพุทโธ แปลตามศัพท์ว่า ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ หรือนัยหนึ่งว่า ตรัสรู้เองโดยถูกต้อง หรือพูดให้สั้นก็ว่า รู้ถูกเอง เพื่อให้ใกล้กับภาษาสามัญที่ใช้กันว่า รู้ผิด รู้ถูก ได้แก่ คำที่พูดติเตียน คนที่ทำอะไรผิดพลาดไปว่า เป็นคนไม่รู้ถูก รู้ผิด ทำไปอย่างโง่ๆ ดังนี้ เป็นต้น

แต่แท้จริง พุทฺโธ คำนี้ เมื่อพิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไปตามรูปศัพท์แล้ว มีความหมายลึกซึ้งมาก ต่างกันไกลกับคำว่า ชานะ หรือ วิชานะ ซึ่งแปลว่า รู้แจ้งนั้น

ดังนั้น พุทฺโธ จึงได้แปลกันว่า ตรัสรู้ ไม่ใช่ รู้ เฉยๆ เติมคำว่า ตรัส นำหน้า รู้ ซึ่งสะกิดให้สนใจว่า รู้ กับ ตรัสรู้ ๒ คำนี้ มีความหมายลึกตื้นกว่ากันแน่

โดยมิสงสัย เมื่อระลึกถึงพระบาลีในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่ว่า จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิฯ

จึงทำให้แลเห็นความว่า คุณวิเศษทั้ง ๔ อย่าง ดังบาลีที่ยกขึ้นกล่าวนี้จะเป็นความหมายแห่งคำว่า พุทฺโธ กล่าวคือ จกฺขุํ ญาณํ ปญฺญา วิชฺชา อาโลโก ทั้ง ๕ อย่างนี้ ประมวลเข้าด้วยกันรวมเป็นคำแปลของคำว่า พุทฺโธ

หรือจะแปลให้สั้นเข้าอีก คำว่า พุทฺโธ ก็ยังต้องแปลว่า ทั้งรู้ ทั้งเห็น ไม่ใช่รู้เฉยๆ อาศัยคำว่า จกฺขุํ ญาณํ ในบาลีที่ยกขึ้นกล่าวมานั้นเป็นเครื่องประกอบ ยิ่งกว่านั้นยังมีคำว่า ชานตา ปสฺสตาฯ ในมหาสติปัฏฐานสูตรอยู่อีก ซึ่งเป็นเหตุสนับสนุนว่า ที่ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น ไม่ใช่รู้เฉยๆ เป็นทั้งรู้ทั้งเห็น

ที่ว่าเห็นนั้น มิได้หมายความว่า เห็นอย่างตาเราเห็นอะไรจริงๆ แต่พระองค์เห็นด้วย ตาธรรมกาย และการที่พระองค์เห็นนี้โดยมิได้มีผู้ใดสอนให้รู้ สอนให้เห็น รู้เห็นโดยลำพังพระองค์เอง และสิ่งทั้งหลายที่พระองค์รู้เห็นนั้นตรงตามความเป็นจริงทั้งนั้น มิใช่คาดคะเนหรืออนุมานเอา จึงเป็นองค์สัมมาสัมพุทโธ พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบหรือนัยหนึ่งว่า โดยถูกต้องตรงตามความเป็นจริงทุกประการ จึงได้ชื่อว่าตรัสรู้ ยังมีคำว่า สมฺ นำหน้า พุทฺธ เติมเข้ามาอีกคำหนึ่ง ซึ่งแปลว่า ด้วยพระองค์เองคือไม่ต้องมีผู้
สั่งสอน

พระองค์ทำอย่างไร จึงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเช่นนั้น ข้อนี้ตอบไม่ยาก พระองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองได้ ก็เพราะความเป็น อรหํ ของพระองค์ดังกล่าวข้างต้นแล้วนั่นเอง คือเมื่ออำนาจสมาธิ ทำให้จิตของพระองค์หลุดพ้นจากอาสวะแล้ว จิตของพระองค์ก็ใส ยิ่ง หยุดและบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะหยุดนิ่งนั่นเองจึงมีสิ่งหนึ่งผุดขึ้น ในนิ่งทำให้รู้ พระองค์ก็รู้ตามนั้นไป น้ำขุ่นแม้อิฐสักก้อนหนึ่งอยู่กันโอ่ง เราก็มองไม่เห็น แต่ถ้าน้ำนั้นนอนนิ่ง ใส บริสุทธิ์แล้ว แม้แต่เข็มอยู่กันโอ่ง เราก็เห็นฉันใดก็ฉันนั้น

ยังมีคำว่า สมฺมา นำหน้า สมฺพุทฺโธ อีกคำหนึ่ง คำว่า สมฺมา แปลว่า โดยชอบหรือโดยถูกต้อง พระองค์ตรัสรู้อะไรมีเหตุผลยันกันได้เสมอ จึงได้ชื่อว่า ถูกต้อง เพราะการพูดอะไรไม่มีเหตุผลรับสม หรือยันกันได้แล้ว ตามหลักธรรมดาเรียกว่า ไม่ถูกต้อง มีเหตุผลรับสมกัน จึงจะนับว่า ถูกพระสัทธรรม คำสอนของพระองค์มีเหตุผลรับสมกันอยู่เสมอ ไม่คลาดเคลื่อน จึงสมควรแล้วที่ได้พระเนมิตตกนามว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ

พระพุทธวจนะที่ควรนำมาสาธกในที่นี้ ว่าแต่โดยสั้นๆก็ว่า พระองค์ตรัสรู้เหตุ ตรัสรู้ผล ไม่ใช่รู้แต่เหตุ หรือรู้แต่ผล พระองค์ตรัสรู้ทั้งเหตุ ตรัสรู้ทั้งผล ที่ว่านี้คืออะไร เหตุสุข เหตุทุกข์ เหตุไม่สุขไม่ทุกข์ หรือที่เรียกว่า อัพยากฤต คือสภาพเป็นกลางๆ ทั้ง ๓ อย่างนี้ เป็นรากฐานแห่งการตรัสรู้ของพระองค์
กล่าวคือ สุข พระองค์ก็ไม่ทรงรู้แต่สุขเฉยๆ ตรัสรู้ลึกซึ้ง เข้าไปถึงว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดสุขด้วย และอีก ๒ ประการนั้น ก็เช่นเดียวกัน รู้ทั้งเหตุ รู้ทั้งผล คู่กันไป เป็นต้นว่า
สุข เป็นผล คือความสบายกายสบายใจ
อะไรเล่าเป็นเหตุให้เกิดผล คือ สุข ดังกล่าวนั้น พระองค์ตรัสไว้ว่า อโลภะ อโทสะ อโมหะ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ๓ ประการนี้แหละเป็นเหตุ ดังมีบาลีเป็นที่ยืนยันว่า กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา เป็นอาทิ

โลภ โกรธ หลง เป็นฝ่ายอกุศล ตรัสว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราปุถุชนมักรู้กันแต่ผล สาวหาเหตุไม่ใคร่ถึง เช่น
คนทำโจรกรรมแล้วไปต้องโทษ อย่างมากที่รู้กันทั่วไปมักอยู่ในขั้นหยาบๆว่า ผลที่ต้องได้รับทุกข์ คือการต้องโทษนั้น เนื่องมาจากโจรกรรม
แต่แท้จริงเหตุเท่านั้นยังไม่พอ ต้องสาวเข้าไปอีก

ทำไมเขาจึงทำโจรกรรม ก็จะได้ความว่า เพราะโลภะเป็นมูลเหตุ แต่ก็ยังไม่พอ ต้องสาวเข้าไปอีกว่า
ทำไม โลภะ จึงครอบงำเขาได้ ก็จะได้ความว่า จิตใจของเขาสกปรก
ทำไมจิตใจของเขาจึงสกปรก จึงได้เหตุว่าเพราะเขาไม่ประพฤติตามโอวาทพระบรมศาสดา อย่างน้อยก็เป็นคนทุศีล อทินนาทาน ขาดไปเสียองค์หนึ่ง
แล้วเหตุใดเขาจึงเป็นคนทุศีล ก็จะได้ความว่าเขาไม่รู้เรื่องศีล หรือรู้แล้วไม่นำพา
ทำไมจึงไม่รู้เรื่องศีล ก็อาจเป็นเพราะเหตุที่เขาไม่เคยอ่านหนังสือทางพระพุทธศาสนาหรือสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯดังนี้ เป็นต้น
พระองค์ทรงสอนไว้ละเอียดถี่ถ้วนว่า ให้รู้เท่าถึงเหตุผล รู้ว่าผลนี้เกิดจากเหตุใด พระองค์มีแนวสอนให้ปฏิบัติเพื่อละเหตุที่ให้เกิดทุกข์ บำเพ็ญเหตุที่ให้เกิดสุข ตลอดจนวิถีทางดับเหตุทั้งปวงซึ่งเรียกว่า นิโรธ

เพื่อรับสนองข้อความดังกล่าวมา ก็มีถ้อยคำของพระอัสสชิเถระเป็นหลักฐาน สนองรับรองพระพุทธวจนะดังกล่าวมาคือ ภายหลังแต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ พระอัสสชิเถระซึ่งเป็นพระสาวกไปประกาศพระศาสนาไปพบกับอุปติสสปริพาชก อุปติสสปริพาชกตั้งกระทู้ถามกันสั้นๆ ถึงเรื่องพระศาสดาว่า ทรงสั่งสอนอย่างไร พระอัสสชิได้ตอบว่า “ทรงสอนถึงเหตุและวิถีทางที่จะดับเหตุเหล่านั้น” ดังพระบาลีว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต ฯเปฯ หรือพูดอย่างสั้นอีกนัยหนึ่งว่า พระองค์สอนให้รู้ว่าอะไรชั่ว อะไรดี อะไรเป็นเหตุของความชั่ว อะไรเป็นเหตุของความดี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุแห่งความชั่ว หรือความเสื่อม อโลภะ อโทสะ อโมหะเป็นเหตุแห่งความดี หรือความเจริญ ทรงสอนว่า ก่อนจะพูด คิดหรือทำสิ่งใด จงมีสติ หรือที่เรียกว่าใช้ความคิดให้รอบคอบเสียก่อนจึงพูด จึงคิด จึงทำการนั้นๆ แลว่าโดยเฉพาะ จงระวังเรื่อง โลภะ โทสะ โมหะ นั้นไว้ อย่าให้เข้าครอบงำได้
ในเมื่อจะทำ พูด คิดการสิ่งใด พระองค์ทรงสอนไว้ในทางปรมัตถ์ว่า “ธรรมดาจิตนั้นใสบริสุทธิ์อยู่เสมอ” ซึ่งหมายความว่า จิตที่ไม่มีกิเลสผสม
ส่วนพวกกิเลส เช่น โลภะ เรียกว่า เป็นของจรมา เมื่อมาพ้องพานจิต ก็ย้อมจิตให้เป็นไปตามสภาพอันชั่วช้าของกิเลสนั้นๆ
จิตระคนด้วยราคะหรือโลภะมีสีแดง
ระคนด้วยโทสะ สีดำ
ระคนด้วยโมหะ ขุ่นเหมือนตมหรือน้ำล้างเนื้อ
สิ่งเหล่านี้พระองค์ใช้ตาธรรมกายมอง เห็นจริงๆ พวกเราเหล่าศาสนิกชนเมื่อเรียนภาวนาเพ่งถึงขนาดจะเห็นจริงด้วยตนเอง การปฏิบัติกิจทางภาวนานั้นก็คือ พยายามกลั่นเอากิเลสออกเสียจากจิต ให้จิตใจบริสุทธิ์ อันได้ชื่อว่า กิริยาจิต กิริยาจิตเช่นนี้เป็นอัพยากฤต แล้ว ต่อนั้นไปจะเป็นจิตที่ควรแก่การทุกอย่าง

พระธรรมเทศนาของพระองค์เมื่อตอนตรัสรู้ใหม่ๆ หนักไปในทางแสดงเหตุและการดับเหตุ หรือที่เรียกว่า สมุทัยกับนิโรธ ดังเช่นในการให้พิจารณาเรื่องสังขารในด้านสมุทัยว่า
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา และในด้านนิโรธว่า อวิชฺชายเตฺวว อเสสวิราคนิโรธา
ในด้านสมุทัยนั้น แปลความเป็นสยามภาษาว่า
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป
นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิด อายตนะ ๖
อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิด ภพ
ภพเป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ
ชาติเป็นปัจจัยให้มีความแก่ความตายเศร้าโศกต่างๆ
สิ่งเหล่านี้จะดับได้ ก็เพราะดับชาติ ชาติดับได้ก็เพราะดับภพ ภพจะดับได้ก็เพราะอุปาทานดับ อุปาทานจะดับได้เพราะตัณหาดับ ตัณหาจะดับได้ก็เพราะเวทนาดับ เวทนาจะดับได้เพราะผัสสะดับ ผัสสะจะดับได้ก็ต่อเมื่ออายตนะดับ อายตนะจะดับได้ต่อเมื่อนามรูปดับ นามรูปจะดับได้ต่อเมื่อวิญญาณดับ วิญญาณจะดับได้ต่อเมื่อสังขารดับ สังขารจะดับลงก็เพราะอวิชชาดับ

เหตุผลเกิดดับเกี่ยวข้องกันเป็นลูกโซ่เช่นนี้ เรียกว่า ปัจจยาการ ที่พระองค์ได้รู้แจ้งแทงตลอตในวันตรัสรู้นั้น ทั้งสิ้นพิจารณาตามลำดับ ดังที่ยกขึ้นกล่าวมาข้างต้น เมื่อย่นให้ได้ความเข้าใจอันจะเป็นผลในทางปฏิบัติแล้ว ก็มีตัวสำคัญอันเดียวคือ
อวิชชา เป็นมูลรากฝ่ายเกิด หรือที่เรียกว่า สมุทัย
และในทางดับ หรือที่เรียกว่า นิโรธ ก็ทำนองเดียวกัน
อวิชชา เท่านั้นเป็นตัวการสำคัญ ถ้าดับอวิชชาได้อย่างเดียว อื่นๆ ดับเรียบหมด เพราะอวิชชาเหมือนต้นไฟ แต่ถ้ายังดับอวิชชาไม่ได้ แล้วก็ไม่มีหวังว่าอย่างอื่นจะดับได้ ที่หมายสำคัญในคำสอนของพระองค์จึงอยู่ที่ว่า ให้ผู้ปฏิบัติเพียรหาทางกำจัดอวิชชาเสีย จึงจะพ้นจากห้วงลึกคือวัฏสงสารได้

อเนกชาติสํ สารํ ฯเปฯ ในขณะเมื่อแสงทองเรื่อเรื่องแข่งแสงเงินขึ้นมายังขอบฟ้าเบื้องบูรพา อันเป็นสัญญาณว่าดวงอาทิตย์เตรียมทำหน้าที่จะส่องโลกอยู่แล้ว เป็นเวลาที่อากาศยะเยือกเย็นสดชื่น ส่งใจเราหวนไประลึกถึงเวลารุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญวิสาขอันเป็นวันที่พระบรมโลกนาถอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น เราจะแลเห็นโอภาสรัศมีอันรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าแสงทองนั้น ร้อยเท่าพันทวี ช่วงโชติอยู่ภายใต้โพธิพฤกษ์อันมหาศาล ใบเขียวชอุ่มรับกับรัศมีอันเหลืองอร่าม อยู่ภายใต้นั้น ในใจกลางแห่งรัศมีอันช่วงโชติชัชวาลอยู่นั้น มิใช่อื่นไกลคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ประทับพริ้มอยู่ด้วยพระอาการชื่นบาน พระหฤทัยที่ได้เสวยวิมุตติสุข อันเป็นผลแห่งการที่พระองค์ได้ทรงประกอบพระมหาปธานวิริยะมาเป็นเวลาช้านาน จึงได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณสมดังพระหฤทัยประสงค์ พระองค์จึงทรงเปล่งพระอุทานเย้ยตัณหา อเนกชาติสํ สารํ ดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวไว้ข้างต้นนั้น ซึ่งแปลใจความเป็นสยามภาษาว่า

“เราสืบเสาะหาตัวช่างไม้ผู้สร้างปราสาทมานานแล้วเมื่อเรายังหาไม่พบ เราต้องท่องเที่ยวอยู่ในสงสารเวียนตายเวียนเกิดอยู่แทบจะนับชาติไม่ถ้วน การเกิดนำความทุกข์มาให้เราแล้วๆ เล่าๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น นี่แน่ะท่านนายช่างไม้ กล่าวคือ ตัณหา บัดนี้เราเจอะตัวท่านแล้วล่ะ ท่านหมดโอกาสที่จะมาสร้างปราสาทคืออัตภาพร่างกายเราต่อไปได้อีกแล้ว กระดูกซี่โครงท่านกล่าวคือ กิเลสเราหักเสียกรอบหมดแล้ว มิหนำซ้ำยอดปราสาทกล่าวคือ อวิชชา เราก็รื้อทำลายหมดสิ้นแล้ว จิตของเราปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว เราถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว”

พระอุทานนั้นมีข้อความเป็นบุคคลาธิษฐานสั้นๆ แต่มีอรรถรสลึกซึ้ง น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ที่แปล คหกูฏํ ว่ายอดปราสาท ก็เพื่อความเหมาะสมที่พระองค์เป็นกษัตริย์ เพราะบ้านเรือนของพระมหากษัตริย์ เรียกกันว่ าปราสาทราชฐาน พระอุทานนั้นมีข้อความชัดเจนแล้ว มิจำต้องอธิบายอะไร

โอวาท พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

อ้างอิงเนื้อหา หนังสือ รวมพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
เพื่อการศึกษาและดำรงไว้ซึ่งคำสอน

Leave a Comment

Your email address will not be published.