๙ การละกิเลส

๙ การละกิเลส
ว่าในด้านภาวนา กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้นๆ มี
กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์
กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์
กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม
กายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม
คนเราที่ว่าตายนั้นคือ กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือก ฉะนั้นกายทิพย์ก็หยุดพรากจากกายมนุษย์ไป
การละกิเลสของพระองค์หลุดไปเป็นชั้นๆ ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมเป็นลำดับไป
กิเลสในกายมนุษย์ คืออภิชฌา พยาบาทมิจฉาทิฏฐิ
กิเลสในกายทิพย์ คือโลภะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายรูปพรหม คือราคะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายอรูปพรหม คือกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย
ต่อแต่นี้ไปจึงชักเข้าถึงกายหนึ่ง คือกายธรรม หรือเรียกว่าธรรมกายเข้าชั้นโคตรภูจิต เรียกว่า โคตรภูบุคคล

โคตรภูบุคคลนี้เดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจ ๔ เป็นอนุโลมปฏิโลม จนหลุดพ้นจากกิเลสพวกสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วตกศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าพระโสดาบันละกิเลสได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๔ เป็นอนุโลมปฏิโลมต่อไปถึงขีดสุด ละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ จึงเลื่อนชั้นขึ้นเป็นพระสกทาคามี
กายพระสกทาคามี เดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๔ ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีดสุดละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาทขั้นละเอียด จึงเลื่อนชั้นเป็นพระอนาคามี
แล้วกายพระอนาคามี เดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๔ ทำนองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีดสุดละกิเลสได้อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จึงเลื่อนขึ้นจากพระอนาคามีเป็นพระอรหันต์
จิตของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากกิเลสทั้งมวล จึงได้พระเนมิตกนามว่า อรหํ
จากพระธรรมเทศนาเรื่อง“พระพุทธคุณพระธรรมคุณพระสังฆคุณ””

โอวาท พระมงคลเทพมุนี (สด จันทสโร)

ที่มา หนังสือ วิสุทธิวาจา ๑

ดาวน์โหลดหนังสือที่นี่

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *